ไดอารียอดรัก ได้มีโอกาสถูก เอ่ยใน’กรุงเทพธุรกิจ’ ก็เลยทำให้ยิ้มทั้งวันค่ะวันนี้ ต้องขอบคุณ หนังสือพิมพ์กรุงเทพธุรกิจที่ได้นำข้อมูลจากไดอารียอดรักไปเป็นส่วนประกอบข้อมูล ขอบคุณAF ท่านผู้อ่าน และแน่นอน เต๋า คชา รักสองคนอีกนานแสนนาน รวมน้องๆAF ทุกซีซั่นส์ จริงไหมคะท่านผู้อ่าน- ไดอารียอดรัก

———————————————————–

AF ปี 8 : เกมจบ ‘จิ้นไม่จบ’

Cover Story
โดยทศพร กลิ่นหอม

ที่มา นพส.กรุงเทพธุรกิจ, http://daily.bangkokbiznews.com/detail/24248

ควันหลงจาก AF ปี 8 สถานการณ์ ความนิยม และความสนใจ เรียลลิตี้โชว์รายการนี้ ในปัจจุบัน ทั้งกระแสลุ้นรักชายคู่ชาย และแฟนคลับกับการปฏิสัมพันธ์ผ่านเครือข่ายออนไลน์รูปแบบใหม่ที่ต่างไปจากปีก่อนๆ จนถึงสถานะในอุตสาหกรรมดนตรี มีอย่างไรบ้าง

รางวัล นักล่าฝันคนที่ 8 ใน “ทรูอคาเดมี แฟนเทเชีย ซีซัน 8” หรือ AF8 รายการเรียลลิตี้ โชว์ ที่ค้นหาดาวดวงใหม่ในวงการบันเทิง ประกาศผลไปแล้วเมื่อวันที่ 17 กันยายน ที่ผ่านมา โดยผู้คว้าตำแหน่งชนะเลิศ คือ ต้น-ธนษิต จตุรภุช (V9) หนุ่มน้อยวัย 21 ในปีที่กระแสความนิยมของ AFเริ่มกระเตื้องขึ้นจากปีที่ผ่านมา จนผู้บริหารกล้าเอ่ยปากว่ารายการนี้ยังมีอนาคตอยู่ และอาจจะมีซีซันที่ 9 ในปีหน้า

หันมามองบรรยากาศสามเดือนผ่านไปหมาดๆ จากการลงทุนไปออดิชั่น ขอตัวแทนจากระดับมหาวิทยาลัย มาร่วมคัดเลือกเข้าสู่บ้านเอเอฟเป็นปีแรก จนถึงการดึงตัวซูเปอร์สตาร์เอเชีย อย่าง ทาทา ยัง มานั่งแท่นคอมเมนท์ ทำให้ AF ปีนี้เปลี่ยนไปอย่างไรบ้างไหม แฟนคลับผู้เกาะขอบจอทรูวิชั่นส์มาตลอดสามเดือน จะช่วยให้คำตอบ

กระแส “จิ้น” แรง

วรินทร (ไม่เปิดเผยนามสกุล) แฟนคลับที่เกาะติดประหนึ่งได้เข้าบ้านของเอเอฟ ผู้สารภาพว่า “ตอนเช้าตื่นมา (รายการ) มันจบแล้ว รู้สึกโหวงเหวงมาก น้องๆ ที่ออกจากบ้าน (เอเอฟ) คงจะอารมณ์ ประมาณนี้แหละ” ได้เปิดปากเล่าถึง บรรยากาศของรายการล่าฝัน ซีซันล่าสุดว่าปีนี้ กระแส “จิ้น” แรงผิดหูผิดตา

“จิ้น” (gin) เป็นศัพท์ที่ใช้กันในหมู่แฟนพันธุ์แท้ของนักอ่านการ์ตูน Y (Yaoi) ที่ตัวละครเป็นคู่รักหลากหลายทางเพศ (ไม่ใช่ชายกับหญิงอย่างเดียว) แปลได้ง่ายๆ ว่า อาการเพ้อ (จินตนาการ) ของผู้ชม หรือแฟนๆ ที่ได้เห็นคู่ดารา ไอดอลหรือตัวละครผ่านสื่อ แสดงความรักต่อกันแบบแนบชิด อาจจะไม่รัก แต่มีอาการที่ทำให้คิดได้ว่า เขามีใจให้กัน เช่น การกอดก่ายนัวเนีย หรือกระทั่ง แย่งไม้ไอติมและ กินไอติมถ้วยเดียวกันของชายคู่หนึ่ง (ลองเข้าไปดูใน www.af8.in.th)

ขณะที่รุ่น AF4 ที่ สองหนุ่ม นัท-ต้อล สร้างกระแสฮือฮา แต่มีเสียงครหาแง่ลบ ต่างจากรุ่น AF8 ที่น้ำเสียงตอบรับจากผู้ชมแตกต่าง

โดยวัดจากคู่ “เต๋าและคชา” ที่มาแรง แบบที่แฟนคลับเรียกว่า “ทวิตแตก” เลยทีเดียว

สถิติจาก บล็อก “ไดอารียอดรัก” ที่อัพเดทความเคลื่อนไหวเอเอฟ (http://yoddiary.wordpress.com/) เมื่อวันที่ 20 กันยายน แสดงให้เห็นว่า ขวัญใจชาว
ทวิตเตอร์ตัวจริงนั้นไม่ใช่คนที่คว้าแชมป์ แต่เป็น เต๋า และคชา สองหนุ่มที่ถูกโหวตออกช่วง 6 คนสุดท้ายต่างหาก

“ทวิตแตก” หมายถึง ช่วงเวลาที่จะทำให้ยอดทวิตเตอร์พุ่งหลักร้อยในเวลาเพียงเสี้ยวนาที จากการออนแอร์เรียลลิตี้ AF ซีซันนี้ มักจะเป็น “คชา และเต๋า” มีโมเมนต์ร่วมกัน ไม่ว่าจะเป็น “การนวดก่อนนอน” (สงสัยใคร่รู้เปิด you tube และพิมพ์คำว่า “AF8คชา เต๋า” จะได้เห็นปรากฏการณ์นี้)

ข้อสังเกตจาก วรินทร บอกว่า น่าจะเป็นผลพวงจากกระแสคลั่งไอดอลเกาหลีที่ “ขาย” โมเมนต์จิ้น ให้แฟนๆ วัยรุ่นหญิง และเพศอื่นๆ ได้

โดยเฉพาะ เต๋า-เศรษฐพงศ์ เพียงพอ ที่คว้ารางวัลรองอันดับ 4 (ไม่มีสายสะพาย) หนุ่มหน้าใส วัย 20 ปี ที่มีรูปลักษณ์ เข้าเทรนด์ “เคป๊อปบอยแบนด์” และการจับ “คู่เพื่อน” (…ก.รักม.ว่ะ) กับ คชา-นนทนันท์ อัญชุลี-ประดิษฐ์ หนุ่มวัย 20 ปี ผู้ได้ตำแหน่งรองอันดับ 2 ขณะที่รองอันดับ 1 อย่าง แพรว-จีรวรรณ สอนสะอาด ก็เป็นหนึ่งนางในดวงใจของแฟนคลับ ที่ วรินทร สันนิษฐานว่า บุคลิก “ทอมน่ารัก” (ไม่ว่าเพศสภาวะหรือรสนิยมของเธอจะเป็นอย่างไร) เป็นส่วนสำคัญที่ทำให้เธอยังหลุดรอดมาถึงรอบชิงได้

ความนิยมให้ “ป็อปไอดอล” อิงแอบแนบชิดออกหน้ากล้อง ที่เคยเห็นจากทีวี หรือวงการบันเทิงบอยแบนด์ของเกาหลี กลายเป็นจุดสังเกตอีกหนึ่งประเด็น ว่า กระแสจิ้นจากไอดอลเกาหลีมาถึงเมืองไทย

หลักฐานอ้างอิงความเชื่อของวรินทร คือ ไอคอนบนจอของบรรดานักทวิตที่ follow คู่หนุ่มๆ เอเอฟมักจะมีรูปไอดอลเคป๊อปหน้าใสจับคู่จิ้นกันเป็นส่วนใหญ่

แม้กระทั่ง “ต้น-ธนษิต จตุรภุช” (ต่อไปเขาจะได้นามสกุลใหม่ เป็น “ต้น AF8”) ผู้คว้าตำแหน่งชนะเลิศประจำซีซันนี้ ก็มี “โมเมนต์” ที่เข้าตามกระแสจิ้นที่ว่านี้ กับคู่เพื่อนซี้ในบ้านเอเอฟอย่าง เจมส์-ศุภวิชญ์ บุญเกษม รองชนะเลิศอันดับ 5 ที่เป็น “คู่กอด” ให้แฟนคลับได้เพ้อเช่นกัน

เมื่อถูกถามถึงความกังวลว่า ภาพลักษณ์ แบบชายแนบชายจะส่งผลเสียหรือไม่ ต้นตอบทางโทรศัพท์หลังรับตำแหน่งมาสามวันว่า

“ไม่กลัวครับ เพราะต้นกับเจมส์ แค่สนิทกันแบบพี่น้อง แต่กระแส แฟนคลับชอบ (จิ้น) เราก็ดีใจนะ ที่เขาเชียร์เรา เขามองว่ามันน่ารักดี เราก็ไม่ได้ว่าอะไร แต่มันบอกให้เรารู้ว่าเราทำอะไรเขาก็ติดตามทุกอย่างเรื่องถูกวิจารณ์ในทางลบ ไม่กลัวอยู่แล้ว เพราะเราก็ไม่ได้เป็น (คู่รัก) กันจริง การจิ้นกัน มันเป็นมุมมองของแฟนคลับเองมากกว่าครับ ซึ่งเราถือว่ามันก็โอเค ถือเป็นความชอบของเขา เขา (แฟนคลับ) ก็ทำอะไรน่ารักๆ ให้เราเสมอมา” ต้น AF8 เอ่ยถึงแรงเชียร์จับคู่ของบรรดาแฟนคลับ

กระแสนี้เป็นจุดขายในเคป๊อป (ดูตัวอย่าง ซูเปอร์จูเนียร์) และอาจจะเป็นจุดขายต่อไปของไทยไอดอล หลังจากบ้านเอเอฟ ปิดทำการ แต่ภารกิจ “เซอร์วิส” แฟนคลับของคู่สนิทชายชาย ของเต๋ากับคชา ยังต่อเนื่อง ไม่ว่าจะเป็นการเรียกเรทติ้งจากคำถามฉาวๆ ของรายการ “แฉแต่เช้า” ว่าเขาเป็นเกย์จริงหรือไม่ (คำตอบ จากคชา คือ “ก็เป็นอย่างที่เห็นครับ” และข่าวต่อกระแสอย่าง “เต๋า AF8? ยังโสด ปัดเป็นคู่เกย์ คชา” ดูรายละเอียดได้ที่ http://www.ryt9.com/s/iqry/1240853)

สื่อสาร

เรียลไทม์ รับอารมณ์

วรินทร แฟนเอเอฟรุ่นแรกที่ห่างหายจากรายการนี้ไปสองสามปีก่อนจะกลับมา “เพ้อ” กับเรียลลิตี้ล่าฝันอีกในซีซันนี้ เล่าว่า สิ่งใหม่สำหรับแฟนๆ ในยุคนี้ คือ การมี twitter facebook และ you tube เป็นสื่อ ที่เติมเชื้อให้แฟนติดหนึบรายการได้

โดยเฉพาะเครือข่ายสังคมออนไลน์ ที่วรินทรเรียกขานว่า “ทวิตเตอร์มีไว้ระบาย (ความรู้สึก)” ส่วน “เฟซบุ๊คมีไว้โปรโมท” และที่สำคัญ มันสามารถรองรับภาวะอารมณ์ต่างๆ แบบ “เรียลไทม์” การตอบสนองต่อ เรียลลิตี้ บนจอเคเบิลทีวี ผ่านช่องทางสื่อสารออนไลน์เหล่านี้ สามารถเกิดขึ้นได้สดๆ จากสังคม
เว็บบอร์ด พันทิป ดอทคอม จนถึงการทวิตจากปลายนิ้วบอกอารมณ์ ชอบ เกลียด โกรธ รัก ยิ่งมีผลต่อการกระชับสายสัมพันธ์ให้ยิ่งแน่น ทั้งระหว่างผู้ชมกับรายการฯ และกลุ่มผู้ชมคอเดียวกัน (แฟนคลับ) กันเองอีกต่างหาก

การเช็คเรทติ้งผ่านเครือข่ายออนไลน์

เหล่านั้น หรือการสามารถตอบโต้ได้ทันท่วงที เป็นส่วนที่ทำให้แฟนคลับทางบ้านได้ “แสดงออก” ไปพร้อมๆ กับการรับชม (รวมถึงการโพสต์มิวสิควีดิโอ สนองจินตนาการ “จิ้น” ให้สมใจ แบบคิดเองทำเอง และหาพวกพ้องมาร่วมกด Like ได้แบบไม่มีขีดจำกัด)

แปดปีผ่านไป AF สำคัญแค่ไหน

ถอยออกมาจากอาการเพ้อของแฟนคลับ แปดปีผ่านไป หลังเปิดตัวฮือฮา เมื่อมันข้ามโลก (ต่อกระแส อเมริกัน ไอดอล และ ป๊อปไอดอล ของฝั่งอังกฤษอเมริกา) มาถึงประเทศไทย

ถามว่า “เสน่ห์ของเรียลลิตี้ โชว์ล่าฝัน” ยังมีอยู่ไหม? ในมุมมองของ พอล เฮง นักวิจารณ์ดนตรี บอกว่า

“ผมว่าปัจจุบันเป็นภาวะดื้อยา ชาชิน หลังการบูม AF 2-3 ซึ่งเป็นช่วงพีคมากๆ และตอนนี้คนจะเริ่มคุ้นกับรายการดราม่า เรียลลิตี้แบบนี้ การสื่อสารปัจจุบันนี้ ก็ทำให้เห็นเบื้องหลัง ว่าเป็นการเขียนบท เอเอฟ ก็ใช้สื่อของตัวเองมากมาย ผนวกกับช่วงขาลงของอุตสาหกรรมเพลง ฐานของเอเอฟ ไม่ได้มาจากฐานของคนฟังเพลง เวทีการประกวดความสามารถ (ทางดนตรี) ไม่ได้มาเป็นอันดับหนึ่งอยู่ แล้วเวทีประกวดไอดอลแบบนี้ ใช้ดนตรีเป็นแค่ส่วนหนึ่งเท่านั้น”

แม้จะบอกว่า “รู้สึกชาชิน (กับเรียลลิตี้โชว์แนวนี้) เพราะมันยังไม่ได้มีอะไรที่ใหม่มากให้เห็นจริง” แต่พอล เฮง ยอมรับว่า การดึงคณะกรรมการ (คอมเมนเตเตอร์) อย่าง อมิตา ทาทา ยัง และ จีรศักดิ์ ปานพุ่ม (แนวทางคล้ายกับ รายการ American Idol ซีซันล่าสุดมี เจนนิเฟอร์ โลเปซ กับ สตีเวน ไทเลอร์ แห่งวง แอโรสมิธ มาเป็นคอมเมนเตเตอร์) ซึ่งถือเป็นคนคุณภาพของวงการดนตรีตัวจริงเข้ามาร่วมในกระบวนการสรรหานักล่าฝันปีนี้ ก็เป็นเสมือนการ re-engineering หรือต่ออายุ ให้รายการนี้ “ดูหน้าตาดี และมีคุณภาพมากขึ้น”

และแน่นอนเป็นสีสันแง่บวก นอกเหนือจากการสวมประโยชน์ทางธุรกิจที่เอเอฟขับเคลื่อนในฐานะส่วนหนึ่งของอุตสาหกรรมบันเทิงไทยยุคนี้

“แต่ถ้ามองว่ามีผลช่วยวงการดนตรีช่วงขาลงหรือเปล่า ผมว่ามันไม่ได้ช่วยหรอกนะ แต่มันช่วยขยายฐานแฟนคลับ ลูกค้าของทรูได้จริง โดยเฉพาะยุคนี้ที่เอเอฟก็ทำให้เปิดสื่อทางอินเทอร์เน็ต ได้หลายช่องทาง และมันจะเป็นส่วนพ่วงของอุตสาหกรรมเพลง คนที่มา (ล่าฝัน) เขาอยากออกอัลบั้มเป็นนักร้อง ช่องทางนี้ก็คือ โอกาสที่เขาจะเข้าสู่อุตสาหกรรมเพลงได้ ส่วนคนจัดงานนี้ ถ้าเกิด (ผู้ผ่านเวทีเอเอฟ) ดังขึ้นมา เขาได้เต็มที่ เป็นสถานการณ์ วิน-วิน ของ คนจัด (ทรู) อยู่แล้ว เป็นช่องทางการสื่อสารองค์กรที่คุ้มมาก เหมือนรายการ เดอะ สตาร์ ก็เช่นกัน เขาอยู่ในธุรกิจบันเทิง แต่ไม่ต้องรอหรือพึ่ง หน่วยงานอื่นในการแคสติ้ง หาคนมาทำ หรือไม่ต้องไปเรียกใช้ศิลปินจากค่ายเพลงอื่นให้ปวดหัว แถมมันยังเอื้อกับระบบจัดตั้งแฟนคลับ มีพ่อยก แม่ยก พี่ยก ที่จะมาสนับสนุน เป็นกลุ่มก้อนได้ด้วย แต่ไม่ใช่สถานการณ์แบบหาแฟนเพลงจากงานเพลง หรือผลงานอย่างแท้จริง”

เมื่อถามถึง กระแสโปรโมท “จิ้น” พอล เฮง มองภาพรวมว่า เป็นวิถีทางการตลาด ที่นักการตลาดเก่งย่อมจับ “กระแสอินเทรนด์” มาใช้ และแน่นอนว่า ยุคนี้ ไม่เพียงจะโดนใจ แฟนเพศหญิง แต่ยังมี แฟนเพศที่สามเป็นกลุ่มก้อนสำคัญ

“แฟนกลุ่มเพศที่สาม เขาสำคัญตรงที่ถ้าเขาหลงรักใคร เขาจะรักสุดลิ่มทิ่มประตู และอุปาทานหมู่สูง ซึ่งก็เป็นการตลาดที่ยอมรับกันอยู่ในปัจจุบัน”

นอกจากนี้ พอล เฮง ยังมองว่า กระแสแฟนจัดตั้ง ในวงการบันเทิงแบบมีไอดอลนี้มีให้เห็นมานานแล้ว อย่างสมัย X Japan ยุค 80s แต่สมัยนั้นไม่มีรายการเรียลลิตี้ และเข้าถึงได้ง่าย โดยเฉพาะความ “ใกล้กัน” ของไอดอลกับตัวแฟนคลับ (ผ่านสื่อดิจิทัล) ล้วนมีผลต่อสายสัมพันธ์และการต่อยอดทางธุรกิจบันเทิงด้วยเช่นกัน

โปรดติดตาม “หมัด” ต่อไปในซีซัน 9…

ที่มา นพส.กรุงเทพธุรกิจ, http://daily.bangkokbiznews.com/detail/24248

About these ads