ไดอารี่ยอดรัก เมื่อเช้าฉันได้ยินตุ๊กแกร้องที่บ้าน ขนลุกค่ะ จะว่าเข้ากับบรรยากาศเพลง ตับ ตับ แต่ไม่เกี่ยวค่ะ ฉันรู้ว่า รังของมัน อยู่บนต้นมะขาม อายุ30 ปี ของบ้านฉันใกล้ห้องนอน ฉันกลัวมันข้ามมาจัง ที่รู้เพราะเพิ่งให้คนไปตัดกิ่งมะขาม ที่สูงใหญ่ แล้วคนตัดเกือบตกลงมาตกใจ พาลจะเลิกตัดกลัวตุ๊กแกกัด ฉันเลยบอกไม่ต้องตัดกิ่งนั้น เพราะน่าจะเป็นบ้านหรือคอนโดของตุ๊กแกและคงอาศัยอยู่กันหลายครอบครัว สงสารเค้า อื๊ยยยย ถึงฉันกลัวแต่เอาว่าเป็นสมาชิกในครอบครัวแล้วกัน อีกอย่างเค้าน่าจะเป็นประโยชน์เพราะช่วยกินแมลง  เพื่อน ทวีตเตอร์ คุณอ๊อบแอ๊บบอกฉันว่าที่มาเลย์เค้าซิ้อขายกันเป็นแสนคุณโจบอกเมืองจีนซื้อไปทำยา เอาเป็นว่าฉันลองค้นหาข้อมูลไปเจอ อ่านกันนะคะ จากยอดเองค่ะ ปล ลืมบอก ฉันไม่มีรูปตู๊กแกที่บ้านนะคะ ไม่อาจเอื้อมไปถ่ายเขาและครอบครัว

โอ้ย แค่ โพสรูปก็จะตายคร่า

จากกรณีเกิดเรื่องราวฮือฮาเผยแพร่ทางอินเทอร์เนต ว่า มีพ่อค้ารับซื้อตุ๊กแก มีน้ำหนักตั้งแต่ 3 ขีด (300กรัม) ขึ้นไป ส่งไปขายให้กับพ่อค้ารับซื้อชาวมาเลเซีย เพื่อต้องการนำเซลล์ส่วนหางของตุ๊กแก ไปสกัดเป็นส่วนผสมเป็นยารักษาโรคเอดส์ และมะเร็ง สนนราคาตั้งแต่หลักพันจนถึงหลักแสนบาท ตามข่าวที่เสนอไปแล้วนั้น

เกี่ยวกับเรื่องนี้  นายจิรายุสต์ หรือบังบ่าว หรือเสี่ยต๊ะ เอียดตรง อายุ 42 ปี  จ.ตรัง นายทุนรับซื้อตุ๊กแกส่งขายประเทศเพื่อนบ้าน  กล่าวว่า หลังจากมีข่าวทางหนังสือพิมพ์เดลินิวส์ ปรากฏว่ามีคนโทรศัพท์ติดต่อประสานมาหลายราย  ในจำนวนมีนายวิโรจน์ บุญรัตน์ประพันธ์ อายุ 21 ปี อาชีพค้าขาย อยู่บ้านเลขที่ 14 หมู่ 2 ต.กำแพงแสน อ.กำแพงแสน จ.นครปฐม โดยบอกว่ามีตุ๊กแกน้ำหนัก 3 ขีดขึ้นไปหลายสิบตัว และอยากขายให้กับตน จึงให้ถ่ายรูปส่งผ่านมาทางโทรศัพท์มือถือ เพื่อจะได้ดูขนาดที่ชัดเจน และหากมีจริงตามที่ได้พูดไว้ ตนยินดีจะซื้อในราคาตามน้ำหนักของตุ๊กแก อาทิ น้ำหนัก 3.2 ขีด ราคา 13,000 บาท น้ำหนัก 3.5 ขีด ราคา 20,000 บาท น้ำหนัก 4 ขีด ราคา 30,000 บาท น้ำหนัก 4.5 ขีด ราคา 40,000 บาท น้ำหนัก 5.2 ขีด ราคา 60,000 บาท และน้ำหนัก 1 กก. ราคา 200,000 บาท  ทั้งนี้เนื่องจากมียอดสั่งซื้อมาจากพ่อค้าชาวมาเลเซีย และชาวไต้หวัน ที่ต้องการจะนำเซลล์ส่วนหางของตุ๊กแกไปสกัดทำยารักษาโรคเอดส์และโรคมะเร็ง จึงมีการประกาศรับซื้อขายผ่านทางอินเทอร์เน็ตด้วย  

ด้าน นายณัฐวุฒิ  สังขาว อายุ 33 ปี อ.ย่านตาขาว จ.ตรัง กล่าวว่า ตนพร้อมเพื่อนบ้าน ยังคงออกตระเวนจับตุ๊กแก เพื่อส่งขายให้กับนายหน้า เพื่อนำไปขายต่อให้กับชาวต่างชาติ โดยตลอด 2 สัปดาห์ที่ผ่านมา ใช้เวลาช่วงกลางคืน ออกเดินหาตามรอบ ๆ ป่า ในหมู่บ้าน ตามต้นไม้ และมุมบ้าน และสามารถจับตุ๊กแกได้แล้วกว่า 30 ตัว แต่พบว่ายังไม่ได้ขนาดน้ำหนักตามที่นายทุนต้องการคือ  3 ขีดขึ้นไป แต่ที่จับได้มีขนาดอยู่ประมาณ 2 ขีดกว่า ๆ เท่านั้น ขณะที่ นายแพทย์พไพศาล  เกื้ออรุณ  แพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านเวชกรรมป้องกัน กล่าวว่า  จากกระแสข่าวการซื้อขายตุ๊กแกในราคาสูง จนกลายเป็นที่สงสัยของประชาชนทั่วไปเกี่ยวกับความอันตรายของตุ๊กแก และเรื่องของเซลล์ส่วนหางของตุ๊กแก ว่าสามารถนำไปใช้ไปเป็นส่วนผสมของยารักษาโรคเอดส์และโรคมะเร็งนั้น  ในทางการแพทย์ จะมีการรักษาอยู่ 2 แบบ  คือ 1.แพทย์แผนมาตรฐานที่มีการรักษาได้ผลไม่น้อยกว่า 95 %  และ 2.การรักษาด้วยแพทย์ทางเลือก แต่วิธีแพทย์ทางเลือกยังไม่เป็นที่รับรองในเรื่องของวิทยาศาสตร์การแพทย์ 

นายแพทย์พไพศาล  กล่าวต่อว่า การที่ชาวบ้านหรือชาวต่างชาติ นำตุ๊กแกไปเป็นส่วนผสมในการรักษาโรคต่าง ๆ จึงยังไม่เป็นที่ยอมรับในเรื่องของวิทยาศาสตร์การแพทย์ ที่จะสามารถรักษาโรคได้หายหรือได้ผลเกิน 95% และก่อนหน้านี้เคยมีกระแสข่าวที่ชาวบ้านนำจิ้งจกมาใช้เป็นตัวยารักษาโรค แต่ก็เป็นเพียงความเชื่อส่วนบุคคล ที่สามารถรักษาโรคได้ หรือเป็นวิธีแพทย์ทางเลือกอีกอย่างหนึ่ง
 
“ส่วนประเด็นที่ผู้สื่อข่าวถามว่า ตุ๊กแกจะมีอันตรายหรือเปล่า ถ้าหากมีการนำมารับประทาน โดยไม่ถูกวิธี ขอตอบว่า โดยปกติชาวไทยในภาคอีสาน มักจะนิยมนำตุ๊กแกมาใช้ประกอบทำอาหารในรูปแบบต่าง ๆ แต่ที่สำคัญ ก่อนนำมารับประทานควรทำตุ๊กแกให้สุก ไม่อย่างนั้น ก็จะส่งผลให้ผู้รับประทาน เกิดโรคเกี่ยวกับโรคพยาธิ และโรคแบคทีเรีย ซึ่งโรคเหล่านี้มักจะพบติดต่อมาจากสัตว์เลื้อยคลานเป็นส่วนใหญ่” แพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านเวชกรรมป้องกัน กล่าวทิ้งท้าย 

ผู้สื่อข่าวรายงานด้วยว่า ในพื้นที่บ้านตาล อ.นาหว้า จ.นครพนม เป็นแหล่งผลิตตุ๊กแกตากแห้งส่งขายต่างประเทศมานานแล้ว โดยพ่อค้าจะไปซื้อตุ๊กแกตามบ้านของชาวบ้าน ที่จับได้ตามธรรมชาติ หรือสถานที่เพาะเลี้ยง ในราคาตัวละ 2-5 บาท เพื่อนำมาตากแห้งส่งไปขายไต้หวัน ในราคาคู่ละ 50 บาท เพื่อนำไปทำยาบำรุงร่างกาย และถือเป็นรายได้ส่งออกต่างประเทศของ ชาว อ.นาหว้าอีกด้วย.
ที่มา : เดลินิวส์ออนไลน์