วันนี้ในอดีต 27 พฤษภาคมวันเกิด พุทธทาสภิกขุ มหาบุรุษแห่งสยามประเทศ เป็นวันที่สมควรรำลึกถึง ขอมอบธรรมะของท่าน แด่ผู้อ่านทุกคนคะ โมทนาสาธุ – ไดอารียอดรัก

วันเกิด พุทธทาสภิกขุ (พระธรรมโกศาจารย์–เงื่อม อินทปัญโญ) มหาบุรุษแห่งสยามประเทศ เดิมชื่อ เงื่อม พานิช เกิดที่พุมเรียง อ. ไชยา จ. สุราษฎร์ธานี ตอน 8 ขวบพ่อแม่พาไปฝากตัวเป็นเด็กวัดพุมเรียง (วัดใหม่) บวชพระเมื่อวันที่ 29 กรกฎาคม 2469 ได้ฉายาว่า “อินทปัญโญ” แปลว่าผู้มีปัญญาอันยิ่งใหญ่ หลังจากสอบได้นักธรรมโท ท่านก็เดินทางมาศึกษาต่อที่กรุงเทพฯ ในช่วงเวลา 2 เดือนท่านได้พบเห็นความหย่อนวินัยของสงฆ์ พลอยให้รู้สึกเบื่อจนคิดจะกลับบ้านไปสึก ท่านกลับไชยาไปสอนนักธรรมที่วัดพระบรมธาตุไชยา ปี 2473 ก็ถูกรบเร้าให้ขึ้นกรุงเทพฯ อีกครั้ง จนสอบได้เปรียญ 3 ประโยคแต่สอบตกเปรียญ 4 เพราะมีความคิดเห็นไม่เหมือนกับครูและผิดหวังกับระบบการเรียนการสอนที่ขาดอิสระ จึงตัดสินใจกลับไชยาไปหาที่สงบเพื่อค้นคว้าธรรมะ วันที่ 12 พฤษภาคม 2475 ก่อนที่คณะราษฎรจะทำการอภิวัติเปลี่ยนแปลงการปกครอง พระมหาเงื่อมกับ นายธรรมทาส (ยี่เกย) พานิช น้องชายได้ร่วมกันก่อตั้งสำนักปฏิบัติธรรมที่วัดร้างสระตระพังจิก ตั้งชื่อว่า “สวนโมกขพลาราม” ท่านเริ่มศึกษาพระไตรปิฎกอย่างจริงจังจนถ่ายทอดออกมาเป็นงานเขียน “ตามรอยพระอรหันต์” โดยใช้นามปากกา “พุทธทาส” ทยอยตีพิมพ์เป็นตอน ๆ ในหนังสือพิมพ์ พุทธสาสนา หนังสือพิมพ์พุทธศาสนาเล่มแรกของไทย ซึ่งท่านกับน้องชายได้ก่อตั้งขึ้นเมื่อเดือนพฤษภาคม 2476 จากนั้นท่านได้ศึกษาปรัชญาตะวันออกทั้งเต๋าและเซนออกเผยแพร่ในเวลาต่อมา ในปี 2486 ท่านย้ายสวนโมกข์ฯ มายังวัดธารน้ำไหล เชิงเขาพุทธทอง (ริมถนนเอเชียปัจจุบัน) ซึ่งเป็นสถานที่ที่ท่านใช้ปฏิบัติ ศึกษา สั่งสอน เขียนหนังสือเผยแพร่ธรรมะจนวาระสุดท้าย ท่านพุทธทาสมรณภาพวันที่ 8 กรกฎาคม 2536 ท่านพุทธทาสเป็นผู้เปิดมิติใหม่ให้แก่พุทธศาสนาในเมืองไทย ปลุกคนจากความงมงายให้ตื่นขึ้นมาพบกับความสว่าง สะอาด สงบ พาผู้คนละจากเปลือกกระพี้มุ่งสู่แก่นแท้ของพุทธศาสนา และนำหลักคำสอนชั้นแก่นและหัวใจของพุทธศาสนาที่ถูกหลงลืม กลับมาสอนใหม่ให้เข้าใจง่ายขึ้น และสามารถเข้าถึงได้ “ที่นี่และเดี๋ยวนี้” …แต่วันนี้สังคมไทยกำลังลืมท่าน และมุ่งหน้าสวนทางกับคำสอนของท่าน ?
ทางสายกลางของท่านพุทธทาส

โดยผู้รับใช้ใกล้ชิด

คำบรรยายนี้แสดงแก่ผู้เข้าร่วมอบรมสมาธิภาวนาที่สวนโมกข์นานาชาติ
บอกเล่าชีวิตและกิจวัตรประจำวันของท่านพุทธทาสภิกขุ
ทำให้เห็นปฏิปทาอันสะอาดบริสุทธิ์ เปี่ยมด้วยเมตตาธรรม และความดีงามของท่าน
โดยผู้ใกล้ชิดที่เคยรับใช้เป็นเลขานุการส่วนตัวของท่านเป็นเวลานานปี
บทความ คัดมาบางส่วน อ่านได้ที่ http://www.buddhadasa.org/html/articles/in_mem/middle-way.html

วันนี้อยากจะพูดเรื่องราวเกี่ยวกับท่านเจ้าคุณอาจารย์ (พุทธทาส อินทปญโญ) เท่าที่ได้พบได้เห็น ให้ท่านทั้งหลายได้ทราบการใช้ชีวิตประจำวันของท่าน

สิ่งที่สำคัญที่สุดในพุทธศาสนาก็คือการปฏิบัติและการปฏิบัตินั้นก็เน้นไปที่มัชฌิมา คือทางสายกลาง หรือเรียกว่า มัชฌิมาปฏิปทา การปฏิบัติเป็นทางสายกลางซึ่งเป็นเรื่องยากมาก การปฏิบัติเป็นทางสายกลางนั้น คือการดำรงอยู่ในความถูกต้องระหว่างวัตถุและจิต เรามีจิตอย่างเดียวไม่ได้ มีวัตถุอย่างเดียวไม่ได้ ชีวิตของเราต้องเกี่ยวข้องระหว่างวัตถุกับจิต ฉะนั้นพุทธศาสนานั้นได้ให้สิ่งสูงสุดสำหรับชีวิตของเรา นั่นคือระบบปฏิบัติที่เรียกว่าทางสายกลาง หรือมัชฌิมาปฏิปทา เรียกชื่ออื่นก็ได้ เรียกอริยมรรคก็ได้ เรียกพรหมจรรย์ก็ได้ เรียกไตรสิกขาก็ได้ เขาเรียกว่าเป็นไวพจน์กัน เป็นคำที่ใช้แทนกันได้ บางครั้งเราไปอ่านหนังสือแล้วไม่ได้พูดถึงทางสายกลาง แต่ใช้คำอื่นเช่น ไตรสิกขาบ้าง พรหมจรรย์บ้าง นั่นแหละทางสายกลาง

ทางสายกลางนั้นเพื่อถึงที่สุดแห่งทุกข์ ปฏิบัติไปเพื่อให้มันไม่มีทุกข์ ก็เพราะว่าเราทำถูกต้อง ทุกขั้นตอนของชีวิตโดยลำดับ

ทางสายกลางนั้นตัวปฏิบัติของมันก็คือมรรคมีองค์ ๘ มรรคมีองค์ ๘ นั้นก็ขึ้นต้นด้วยสัมมาจนครบ ๘ ข้อ สัมมานั้นแปลว่า ความถูกต้อง ซึ่งเป็นคำที่ท่านเจ้าคุณอาจารย์เคยบอกว่า ไม่ทราบว่าจะแปลเป็นภาษาอังกฤษว่าอย่างไร เพราะว่าการใช้คำแปลนั้น มักจะไม่ถูกร้อยเปอร์เซ็นต์ ท่านจึงอยากจะให้ใช้คำว่าถูกต้องในภาษาไทยนี้ดีมาก หรือใช้คำเดิมคือคำว่าสัมมา แต่ถ้าจะใช้ให้เต็มรูปของความถูกต้อง ก็ต้องเป็นสัมมา ทั้ง ๑๐ ข้อ เรียกว่า สัมมัตตะ ๑๐ ซึ่งรายละเอียดโดยหัวข้อนั้น ท่านทั้งหลายสามารถจะไปดูในหนังสือได้

อยากจะให้ท่านทั้งหลายทราบโดยหลักว่า การปฏิบัติทางสายกลางนั้น ถ้าเราปฏิบัติอยู่ในระบบของมัน มันต้องเป็นไปเพื่อวิเวก คือความสงบ วิราคะคือจางคลาย นิโรธะคือความดับ โวสสัคคะปริณามิง คือน้อมไปเพื่อสละทิ้งเลิก ฉะนั้น ถ้าปฏิบัติอะไรแล้วมันยิ่งมาก ยิ่งหนัก ไม่สงบ ก็แสดงว่าไม่ใช่ ถึงแม้เราไม่รู้เรื่องของทางสายกลางเลย แต่เมื่อเราทำอะไรลงไปเกี่ยวข้องกับผู้ใด ดำเนินกิจการใดเสร็จแล้วมันสงบมันคลายปัญหา มันหมดเรื่อง เรื่องความยุ่งยากความเดือดร้อน นั่นแหละเรียกว่าเป็นทางสายกลาง

มันจะกลางมากขึ้น ๆ ก็ต้องเข้ามาอยู่ในระบบมรรคมีองค์ ๘ ปัญหามันก็มีว่า เราทั้งหลายทุกคนก็มักจะมองว่าใครปฏิบัติเดินสายกลางได้แล้ว เราก็มักจะไปเดินตามเขา ข้อนี้นับว่าเป็นความผิดพลาด เพราะว่าทางสายกลางนั้นมันเป็นเฉพาะบุคคล เราไปทำตามเขาไม่ได้

คำสอน

คนมักจะมาถ่ายรูปกับท่าน ท่านก็มักจะไม่ปฏิเสธอะไร แต่ว่าขอเพียงว่า ถ้าเป็นสตรีขอให้มากกว่าหนึ่งคนขึ้นไป คนบอกว่าไม่เป็นไรหรอก ตอนนี้อยู่ตั้งหลายคน ท่านบอกว่าไม่ได้ เวลาถ่ายแล้วในรูปจะมีแค่สอง ตอนกำลังถ่ายคนมันเยอะ แต่ตอนถ่ายแล้วมีสองคนในรูป มันเป็นอาบัติในรูป เพราะว่าภิกษุห้ามอยู่กับสตรีสองต่อสอง ในรูปมันมีแค่ ๒ คน ไม่ได้ ท่านไม่ยอม ถ้าจะถ่ายรูปก็ต้องมีคนอื่นเพิ่มเข้าไปด้วย แล้วก็ให้นั่งไกล ๆ นั่งพ้นรัศมีมือ แล้วก็พ้นรัศมีไม้เท้าท่านด้วย ท่านก็แกว่งไปแกว่งมา บอกว่าอยู่ไกล ๆ หน่อยสำหรับคนที่ไม่คุ้นเคย แต่ว่าคนที่คุ้นเคยอาจจะเข้ามาใกล้อีกนิดหนึ่ง แต่ว่าพ้นระดับมือ ประมาณห่าง ๑ เมตรขึ้นไป ท่านเตือนทุก ๆ คน เสมอ ๆ ในเรื่องนี้แล้วก็แนะนำ กระทั่งถ่ายรูปก็แนะนำ แล้วท่านก็บอกเสมอว่า ผู้ใดถ่ายรูปกับเรา ผู้นั้นคือผู้ที่ทำสัญญากับเราแล้วว่า จะปฏิบัติตามที่เราสอน ใครที่มีรูปกับท่านเอาไปเทียบไว้ได้ ข้าพเจ้าขอสัญญาว่า จะปฏิบัติตามที่ท่านสอนไว้ ไม่ทำตามที่สอน อย่ามาอ้อนเรียกอาจารย์ แต่ใครถ่ายรูปกับท่านก็ได้

โฆษณา