พระราชนิโรธรังสีคัมภีรปัญญาวิศิษฏ์ (หลวงปู่เทสก์ เทสรํสี)
เป็นพระสงฆ์ผู้ได้รับการถวายนามว่า “วิสุทธิเทพผู้ส่องประทีปแห่งลุ่มน้ำโขง”
ท่านเข้าสู่ร่มเงาพระศาสนาตั้งแต่อายุยังน้อย
โดยเมื่ออายุได้ ๑๔ ปี ได้พบและติดตามรับใช้หลวงปู่สิงห์ ขนฺตยาคโม
ผู้เปรียบดั่งแม่ทัพใหญ่แห่งกองทัพพระกรรมฐานสายพระอาจารย์มั่น ภูริทตฺโต
หลวงปู่เทสก์ได้บรรพชาเป็นสามเณร ต่อมาอุปสมบทเป็นพระภิกษุ
ท่านได้รับการสั่งสอนอย่างใกล้ชิดจากพระอาจารย์มั่น
เมื่อครั้งที่ท่านอาจารย์ใหญ่จำพรรษาอยู่ทางภาคเหนือ
ซึ่งหลวงปู่เทสก์ได้บันทึกเรื่องราวไว้ในอัตตโนประวัติ

“นับว่าเป็นโชคดีของเราที่ได้อาจารย์ผู้อบรมเช่นนั้นให้แก่เรา
เราเข้าใจว่าท่านอบรมลูกศิษย์ผู้เช่นอย่างเราคงจะหาโอกาสได้น้อย
เพราะบุคคลและสถานที่โอกาสเวลาไม่อำนวยเช่นนั้น
ถึงแม้ท่านจะอำนวยพรให้เราอยู่ในฐานะธรรมทายาท
เราก็ไม่เคยจะลืมตัวและยอมรับเลย”

จากความข้างต้นจะเห็นได้ว่า ท่านมีความนอบน้อมถ่อมตนอย่างยิ่ง
ซึ่งความสนิทสนมใกล้ชิดนั้นเกิดจากบุพกรรม
ดังที่พระอาจารย์มั่นเคยกล่าวกับท่านว่า “เธอเคยเกิดเป็นหลานเราที่กรุงกุรุรัฐ
ฉะนั้นเธอจึงดื้อดึงไม่ค่อยจะฟังเรา และสนิทสนมกับเรายิ่งกว่าใคร”

แม้ว่าหลวงปู่จะบวชตั้งแต่ยังเป็นสามเณร
แต่ก็ยังไม่วายที่จะมีภัยมาตุคามเข้ามารบกวน ดังที่ท่านได้เขียนเล่าเรื่องไว้
“เรื่องทั้งหมดนี้ก็เพื่อเป็นประโยชน์แก่ท่านผู้บวชเพื่อรักษาซึ่งพรหมจรรย์
อันจะสืบศาสนาของพระพุทธเจ้าต่อไป”
จากอัตตโนประวัติของท่าน ทำให้ทราบว่ามีภัยมาแผ้วพานอยู่หลายคราว
แต่ไม่เคยสำเร็จเลยแม้สักครั้ง

“หากเราไม่สนใจเพราะเรามุ่งมั่นอยู่แต่ในธรรมวินัยคำสอนของพระ พุทธเจ้า
เห็นมาตุคามเป็นภัยของพรหมจรรย์อย่างเดียว”

แต่มีอยู่เหตุการณ์หนึ่งซึ่งท่านลิขิตไว้
ว่าเป็น “เหตุการณ์อันน่าหวาดเสียวที่สุดในชีวิตพรหมจรรย์”
เรื่องราวเกิดขึ้นในสมัยที่ท่านอุปสมบทได้ไม่นานนัก
ด้วยความมีน้ำใจระลึกถึงบุญคุณผู้อื่น
ในยามกลางคืนถ้ามีเวลาว่างท่านจะพาเด็กๆ ซึ่งเป็นลูกศิษย์
ไปเยี่ยมเยียนบรรดาโยมอุปัฏฐากซึ่งได้เกื้อกูลกันมา
มาวันหนึ่งท่านและลูกศิษย์ขึ้นไปบนบ้านของโยมนางหนึ่ง ซึ่งอยู่กับลูกเล็กๆ
และได้สนทนาปราศรัยตามประสาของคนที่เคารพนับถือกัน

“แต่ไหนแต่ไรมาไปทีไรแกมักถามเสมอว่า เราอยากสึกไหม
เราคนใจซื่อแล้วก็ขี้อาย จะบอกทุกครั้งว่า ไม่
แล้วก็พูดเรื่องธรรมะธรรมโมเรื่อยไป”

มาครั้งนี้โยมรายนี้ก็ถามแบบเดิมอีก และเล่าเรื่องความรักในอดีตของตน
นอกจากนั้นบอกด้วยว่าสามีที่แต่งงานกันก็เพราะญาติๆ ช่วยจัดการให้
จึงอยู่กันไปอย่างที่ไม่รู้ว่าจะเลิกกันวันไหน

“เราก็นั่งฟังเฉยๆ โดยถือว่าคนคุ้นเคยกัน พูดกันโดยความสุจริตใจ
แต่แปลกที่กิริยาของแกที่กระเถิบเข้ามาใกล้ทุกที
แสงไต้หรี่จวนจะดับแหล่ไม่ดับแหล่ บอกให้เขี่ย แกก็ยิ้มๆ เฉยๆ”

หลวงปู่ซึ่งในขณะนั้นเป็นพระหนุ่มก็เริ่มใจไม่ดี จากทั้งกิเลสที่เข้ามาจู่โจม
ทั้งความกลัวบาป ทั้งความกังวลว่าจะจะมีผู้รู้เรื่องอันเป็นอกุศลนี้
ทำให้พูดอะไรไม่ถูกไปหมด ข้างฝ่ายโยมนั้นแทบไม่มีสติแล้ว
ต้องลุกไปดื่มน้ำล้างหน้า แล้วก็กลับเข้ามาคุยใหม่อยู่หลายครั้ง
แต่กลับเข้ามาทีไรก็นั่งใกล้ท่านเข้าไปทุกที
“เราใจไม่ดี มันงงมึนไปหมด ทำให้เราหงุดหงิดรำคาญ จึงลากลับวัด
ที่ไหนได้ มองดูเด็กที่ไปด้วย นั่งพิงฝาหลับแล้ว
แกขอร้องให้เรานอนพักที่บ้านด้วย เช้าจึงกลับ
เรายิ่งงงใหญ่พร้อมด้วยความกระดากใจเอามากๆ ทีเดียว
เราบอกให้ปลุกเด็ก ครั้งที่สองจึงยอม
เด็กตื่นแล้ว เราสองคนกับเด็กเดินลงบันไดบ้านด้วยความมึนงง
แลละอายแก่ใจตนเองมาก กลัวหมู่เพื่อนแลครูบาอาจารย์จะรู้เข้าด้วย”

ท่านบันทึกถึงเหตุการณ์หลังจากกลับถึงวัดไปด้วย ความว่า

“ถึงวัดราวเที่ยงคืน แล้วปรารภถึงเรื่องนั้นว่า
อะไรหนอๆ ทำไมจึงเป็นเช่นนั้น นอนไม่หลับจนสว่าง
เป็นอันว่าเราตลอดปลอดภัยพ้นอันตรายมาได้อย่างปาฏิหาริย์”

เรื่องราวที่เกิดขึ้นในคราวนี้นั้น ท่านได้เขียนไว้อย่างน่าสนใจว่า

“จะเป็นเพราะเราไม่สนใจในเรื่อง โลกียวิสัย หรืออีกทีเขาก็เรียกกันว่า โง่ ก็ได้
แต่เราก็ยอมเป็นคนโง่ในเรื่องพรรค์นั้นแล้ว จึงยอมสละชีวิตออกบวช
แล้วก็บวชอย่างชนิดที่ยอมถวายชีวิตเพื่อบูชาพระพุทธศาสนาเอาจริงๆ ด้วย
อนึ่งหากเราไม่โง่ เช่นนั้นก็ดี หรือบุญกุศลของเราไม่ช่วยค้ำจุนไว้ก็ดี
และเราไม่ยอมสละชีวิตเพื่อบูชาพระศาสนาก็ดี
ป่านนี้ตัวเราคงจะเป็นมูลเหยี่ยวมูลกาไปแล้วแต่นานก็ได้”

ด้วยความเคารพในพระธรรมวินัยของพระพุทธองค์
ด้วยความเป็นพระสงฆ์สาวกผู้ปฏิบัติดีปฏิบัติชอบ
หลวงปู่เทสก์ เทสรํสี จึงพ้นจากภัยมาตุคาม
ครองเพศพรหมจรรย์อันบริสุทธิ์ ตราบวาระสุดท้ายแห่งธาตุขันธ์

โฆษณา