ช่วงนี้งานมากมายค่ะ บางครั้งอยากจะหยุดทำงานซะเลย  มนุษย์หนอมนุษย์ถ้าไม่ต้องกินก็ดีจะได้ไม่ต้องทำงาน เอ่อ..คิดเอาง่ายๆแบบนี้เอง งานเจอปัญหาค่ะ พยายามคิดว่าต้องมีทางออกเสมอซิ แต่บางทีก็หาไม่ได้คงต้องปล่อยให้มันเลยตามเลย อยากเรียกว่าปลงค่ะ ไม่โทษใคร เอาเป็นโทษตัวเราเอง อ่านบทความอันนี้แล้ว ก็ทำให้ได้คิดหลายอย่าง-ไดอารียอดรัก

———————————————————————————–

ถาม – ดิฉันเบื่องานที่ทำอยู่มากๆ ครั้นจะลาออกก็ยอมรับว่าไม่มีที่ไปที่มันดูดีกว่านี้ เพราะอายุก็มากแล้ว ที่แย่กว่าเดิมก็คือช่วงนี้ทั้งเพื่อนร่วมงานและหัวหน้าก็ดูจะหงุดหงิดง่ายเหลือเกิน พูดจาทำร้ายน้ำใจกันประจำ ดิฉันพยายามจะอโหสิแต่ก็ทำไม่ได้ทุกครั้งหรอกนะคะ อยากได้วิธีการดีๆ ที่จะทำให้ทำงานได้สนุกขึ้นกว่านี้ หรือให้ทำใจยอมรับชะตากรรมช่วงนี้ไปได้แบบไม่ทุกข์นักค่ะ

คำถามนี้ต้องแยกตอบเป็น ๒ ประเด็นค่ะ ประเด็นแรกของคำถามนั้นต้องบอกว่าปัญหาเรื่องงานเป็นปัญหาหลักอีกอย่างหนึ่งของชีวิตมนุษย์ เคยมีผู้กล่าวไว้ว่ามนุษย์ต้องการอาหาร ๒ อย่าง คืออาหารกายและอาหารใจ ถ้าความรักคืออาหารใจ งานก็คือที่มาของอาหารกายค่ะ ทีนี้การได้มาซึ่งรายได้ให้เพียงพอต่อการเลี้ยงชีพของแต่ละคนนั้นก็ยากง่ายแตกต่างกันไป ใครที่ได้งานที่รักแถมไม่มีปัญหากับเพื่อนร่วมงานและหัวหน้าก็ถือว่าโชคดีมาก เนื่องจากมีหลายคนเลยค่ะที่ต้องใช้ชีวิตกับงานอย่างน้อยก็ ๑ ใน ๓ ของวันกันเลยทีเดียว ถ้าได้งานที่ไม่ถูกใจ แถมคนรอบข้างไม่กินเส้นกันอีก แบบนี้จะทุกข์ไม่ใช่น้อยค่ะ

ช่วงนี้ลูกค้าหลายท่านปรึกษาปัญหาเรื่องงานอยู่บ่อยๆ ดังตัวอย่างลูกค้าหญิงท่านหนึ่งซึ่งทำงานอยู่ที่ต่างประเทศ (ขอสมมุตินามว่าคุณโดโรธี) เธอได้รับการคาดหมายจากที่ทำงานว่าจะต้องทำงานถึงสัปดาห์ละ ๖๐ ชั่วโมง (คิดง่ายๆ คือ ถ้าทำงานสัปดาห์ละ ๖ วัน ก็ต้องทำวันละ ๑๐ ชั่วโมง – -!) คุณโดโรธีเล่าว่าที่ทุกข์มากตอนนี้เพราะได้รับการมอบหมายงานที่หนักเกินไป จนท้อแท้ใจเนื่องจากไม่มีหวังว่าจะทำได้ทันเวลาที่กำหนดแน่นอน ฟังแล้วเห็นใจลูกค้าค่ะ แต่ว่าตรวจดวงแล้วขณะนี้มีปัญหาเรื่องงานจริงๆ ถ้าลาออกก็คงเคว้งคว้าง หางานใหม่ทำไม่ได้อยู่ดี บอกเธอไปว่า “ตอนนี้คุณทุกข์เรื่องงานเรื่องเดียว แต่ถ้าออกจากงานจะทุกข์สองเรื่อง คือเรื่องงานและเรื่องเงิน” คุณโดโรธีฟังแล้วก็เห็นด้วย ดิฉันสำทับเธอไปด้วยว่าถ้าออกจากงานตอนนี้จะตกงานไปสักพักซึ่งไม่ดีแน่ๆ ดังนั้นควรจะทุกข์แค่เรื่องเดียวคืองาน แต่ปากท้องยังอิ่มสบายอยู่

เนื่องจากไม่อยากให้ลูกค้าต้องตกระกำลำบากใจในต่างแดน ประกอบดวงชะตานี้นั้นในที่สุดแล้วเหตุการณ์ก็จะผ่านพ้นไปได้ จึงให้กำลังใจให้เธอเริ่มต้นลงมือทำงาน โดยไม่ต้องคิดน้อยใจเจ้านายว่าสั่งงานอย่างไม่ยุติธรรม (แม้ว่ามันจะไม่ยุติธรรมจริงๆ ก็เถอะ Y__Y) ให้มุ่งไปที่งาน ทำให้เต็มที่ เต็มกำลังความสามารถ จะเสร็จทันหรือไม่ ยังไม่ต้องคิด ทุ่มเทความสนใจกับงานเฉพาะหน้าก่อน ส่วนเรื่องจำนวนชั่วโมงที่ให้ทำงานนั้นก็ให้ถือว่าได้เรียนรู้และพัฒนาตนเอง เพราะเป็นการใช้สมองไม่ต้องแบกหามอะไร

หลังจากคุยกันวันสองวันต่อมาคุณโดโรธีอีเมล์มาเล่าให้ฟัง ว่าพอไม่คิดเรื่องความยุติธรรมในการมอบหมายแต่มุ่งมองไปที่เนื้องาน เธอพบว่ามีสมาธิทำงานมากขึ้น ได้รู้อย่างนี้ก็ดีใจกับลูกค้าที่การปรับมุมมองช่วยให้อยู่กับภาระอันหนักอึ้ง ได้อย่างผาสุกกว่าเดิมค่ะ (^__^)

เขียนมาถึงตรงนี้แล้วก็คิดถึงคนจำนวนไม่น้อยที่ต้องทำงานหนักแบบไม่มีโอกาสได้หยุดพักผ่อนจริงๆ จังๆ เลย ซึ่งอาจเป็นที่มาของความอ่อนล้าและท้อแท้ ใครที่ตกที่นั่งนี้อยู่ ก็ขออนุญาตเสนอให้ลองคิดว่า “วันนี้คือวันแรกของวันทำงานที่เหลืออยู่” อย่าคิดว่า “เราทำงานมาตั้งสามสิบวันแล้ว เหนื่อยสาหัสไม่ได้พักผ่อนเลย นี่ก็วันที่สามสิบเอ็ดแล้วนะ…” คิดแบบหลังนี้มันทำให้หมดแรงทำงานเอาง่ายๆ เมื่อวานผ่านมาแล้ว เหนื่อยก็นอนหลับแล้วตื่นมาเริ่มวันใหม่ด้วยความสดชื่น โดยไม่เอางานหนักวันก่อนๆ มาคิดคะแนนความเหนื่อยด้วย เหตุที่อยากให้ลองใช้การคิดแบบนี้ดู เพราะมีคนที่ทำงานต่อเนื่องมานานวันโดยไม่ได้หยุดเลย ได้ลองวิธีคิดนี้แล้วปรากฏว่าทำให้ทุกข์น้อยลงไม่ว่าจะอีกกี่วันกว่าจะได้พักก็ไม่รู้ละ (^__^!) แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นก็ไม่ได้สนับสนุนให้ทำงานทุกวันโดยไม่หยุดพักนะคะ แต่สำหรับคนที่ยังปลีกตัวไปผ่อนคลายไม่ได้ อาจจะทำให้สบายใจขึ้น

ที่ไม่พึงทำอย่างหนึ่งคือการสงสารตัวเองที่ทำงานหนัก แม้ว่าคุณจะเป็นคนที่น่าเห็นใจจริงๆ ก็ตามค่ะ เพราะความสงสารตัวเองจะทำให้กำลังใจถดถอย น้อยใจชะตาชีวิต ต้องคิดว่า “มีงานทำก็ยังดีกว่าตกงาน” ค่ะ ฉะนั้นถึงจะเบื่องานเต็มที แต่ถ้าไม่มีที่ไปก็อย่าเสี่ยงเลยค่ะ รักงานในฐานะแหล่งรายได้ที่ทำให้เรามีเงินซื้อข้าว ตอบแทนผู้มีพระคุณ มีหลักประกันในชีวิต แล้วก็ทำงานเพื่องานอย่างเต็มที่นะคะ

ประเด็นที่สองของคำถามคือเรื่องอารมณ์ร้อนๆ ในที่ทำงานนั้น ต้องยอมรับว่าการอยู่ร่วมกันย่อมมีโอกาสกระทบกระทั่งได้บ้างนะคะ ดีที่สุดคือให้อภัยคนที่ทำให้ขุ่นเคือง เพราะถ้าอโหสิได้ผลที่เกิดทันทีคือความเย็นใจ ในกรณีที่คนรอบข้างมักทำให้เกิดโทสะนั้นก็ให้คิดเสียว่ามีโอกาสได้บำเพ็ญบารมี ให้อภัยทาน แล้วไม่ควรมองคนที่ทำให้หงุดหงิดว่าเป็น “ตัวโกง” ที่ขยันทำให้เราอารมณ์เสีย ลองมองเขาเป็น “ผู้มาขอรับบริจาคการให้อภัย” ต้องมีผู้รับ เราจึงจะได้เป็นผู้ให้ คิดแบบนี้จะได้เกิดอกุศลจิตระหว่างกันน้อยลง เพื่อความสุขใจของเราเองค่ะ

การอยู่ร่วมกันใน “จักรวาลแห่งการกระทบกระทั่ง” (ยืมคำของคุณดังตฤณมาค่ะ) ต้องอาศัยความมีเมตตากรุณาต่อกัน หนักนิดเบาหน่อยก็ให้อภัยเถิดนะคะ จะเป็นการลดมลพิษทางอารมณ์ของตัวเอง เพราะว่าการรับมือกับคนและเหตุการณ์ร้อนต้องใช้น้ำใจที่ใสเย็น จึงจะทำให้ความอบอ้าวในดวงจิตของตนและคนรอบข้างผ่อนคลายลงค่ะ

ขอบคุณ  คุณAims Astro

โฆษณา