สมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี หรือ “สมเด็จย่า” เสด็จสวรรคต 18 กรกฎาคม พ.ศ. 2538 ที่โรงพยาบาลศิริราช รวมพระชนม์มายุ 95 พรรษา

สมเด็จย่าเสด็จพระราชสมภพเมื่อวันที่ 21 ตุลาคม 2443 ทรงเป็นบุตรคนที่ 3 ใน พระชนกชู และ พระชนนีคำ พระนามเดิมคือ สังวาลย์ ตะละภัฏ ในวัยประมาณ 7-8 ขวบ ครอบครัวได้นำพระองค์ไปฝาก คุณจันทร์ แสงชูโต ซึ่งเป็นพระพี่เลี้ยงในพระบรมวงศานุวงศ์หลายพระองค์ ทรงเข้าเรียนมัธยมที่โรงเรียนสตรีวิทยา จากนั้นเข้าโรงเรียนแพทย์ผดุงครรภ์ และหญิงพยาบาลแห่งศิริราช หลังจากสำเร็จการศึกษา ระหว่างที่เรียนอยู่ปี 1 ได้ทรงพบกับ สมเด็จเจ้าฟ้าฯ กรมขุนสงขลานครินทร์ (พระบรมราชชนก) ซึ่งได้ทรงถูกพระทัย และขอพระราชทานพระราชานุญาตหมั้นกับ นางสาวสังวาลย์

จากนั้นทรงได้รับการคัดเลือกให้ไปทรงศึกษาวิชาพยาบาลต่อที่โรงเรียนแพทย์มหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด สหรัฐอเมริกา ทรงมีพิธีอภิเษกสมรสกับ สมเด็จพระมหิตลาธิเบศร อดุลยเดชวิกรม พระบรมราชชนก ที่วังสระปทุมเมื่อวันที่ 10 กันยายน 2463 พระองค์ทรงเป็นพระราชชนนีใน


1. สมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์ ประสูติวันอาทิตย์ที่ 6 พฤษภาคม พ.ศ.2466 ที่กรุงลอนดอน ประเทศอังกฤษ
2. พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวอานันทมหิดล รัชกาลที่ ๘ ประสูติวันอาทิตย์ที่ 20 กันยายน พ.ศ.2468 ณ เมืองไฮเดลเบอร์ก ประเทศเยอรมนี
3. พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช รัชกาลปัจจุบัน ประสูติวันจันทร์ที่ 5 ธันวาคม พ.ศ.2470 ณ โรงพยาบาลเมาท์ออเปิร์น เมืองเคมบริดจ์ มลรัฐแมสซาซูเสตต์ สหรัฐอเมริกา

ทรงมีพระมหากรุณาธิคุณต่อประชาชนไทยเป็นอย่างมาก โดยเฉพาะด้านการแพทย์ ทรงจัดตั้งหน่วยแพทย์อาสาเดินทางไปรักษาผู้ป่วยในถิ่นทุรกันดารทั่วประเทศ ทรงตั้งมูลนิธิขาเทียมออกจัดทำขาเทียมให้ผู้พิการ นอกจากนั้นยังมีโครงการพัฒนาด้านการเกษตรและสิ่งแวดล้อมมากมายอาทิโคงการเกษตรหลวงดอยตุง จังหวัดเชียงราย ต่อมาได้มีการกำหนดให้วันที่ 21 ตุลาคมของทุกปีเป็น “วันพยาบาลแห่งชาติ”, “วันสังคมสงเคราะห์แห่งชาติ”, “วันทันตสาธารณสุขแห่งชาติ”, “วันรักต้นไม้แห่งชาติ” และ “วันอาสาสมัครไทย

ประวัติหน่วยงานของ
กองกำกับการตำรวจตระเวนชายแดนที่ 33
ค่ายสมเด็จพระบรมราชชนนี

ภาพความทรงจำ ย้อนอดีตอันยาวไกลกว่า 30 ปี เมื่อปี พ.ศ.2506 – 2507 สมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนีได้ทรงรู้จักตำรวจตระเวนชายแดนในระหว่างที่พระองค์เสด็จประทับ ณ พระตำหนักภูพิงคราชนิเวศน์ ร่วมกับพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ และตำรวจตระเวนชายแดนกองกำกับการตำรวจตระเวนชายเขต 5 อ.แม่ริม     จ.เชียงใหม่ ได้จัดกำลังถวายกำลังอารักขา

ในวันหนึ่งได้ทรงสอบถามว่า ตำรวจอะไรแต่งกายชุดเขียวๆ คล้ายทหาร จึงได้ทรงทราบว่าเป็นตำรวจตระเวนชายแดน(ตชด.) พระองค์ก็ได้ทรงถามนายตำรวจชายแดนคนหนึ่งว่า ตำรวจหน่วยนี้ทำหน้าที่อะไร อยู่ที่ไหน อยากจะไปเยี่ยมตำรวจตระเวนชายแดน ที่ปฏิบัติหน้าที่อยู่ตามป่าตามเขาสักแห่งหนึ่ง ทางกองกำกับการตำรวจตระเวนชายแดนเขต 5 จึงได้นำเสด็จไปเยี่ยมหมวดตำรวจตระเวนชายแดนที่อยู่ในท้องที่ อ.ฝาง มว.521 (ซึ่ง ร.ต.ต.สล้าง บุนนาค ยศในขณะนั้นเป็นผู้บังคับหมวด) ที่อยู่ บ.หัวนา ต.ม่อนปิ่น อ.ฝาง จ.เชียงใหม่

ตั้งแต่นั้นมาพระองค์ก็ทรงทราบและเข้าพระทัยดีว่า ตชด.ทำอะไร? ลำบากอย่างไร? ในปีต่อ ๆ มา สมเด็จพระบรมราชชนนีเสด็จ ฯ เยี่ยมหมวดตำรวจตระเวนชายแดน และหมู่บ้านในถิ่นทุรกันดารหลายแห่ง ด้วยพระเมตตาและห่วงใยต่อประชาชนที่ห่างไกลคมนาคม ขาดแพทย์รักษายามเจ็บไข้จึงทรงอนุเคราะห์และมอบหมายให้ตำรวจตระเวนชายแดนรับผิดชอบในการรักษาพยาบาลแก่ประชาชนชาวไทยคมนาคมหากผู้ป่วยมีการอาการเกินขีดความสามารถที่จะรักษาพยาบาลในท้องถิ่นได้ก็ทรงให้มารักษา ณ โรงพยาบาลโดยอยู่ในพระอุปถัมภ์ของพระองค์ท่าน เมื่อปี พ.ศ. 2512 ระหว่างที่พระองค์ท่านประทับแรมที่พระตำหนักภูพิงคราชนิเวศน์ทรงมีพระราชดำริจัดหน่วยแพทย์เคลื่อนที่กับผู้ว่าราชการจังหวัด และคุณหญิงพูลสมัย ชัยนาม ซึ่งทั้งสองท่านได้นำมาปรึกษากับคณะแพทย์ พยาบาล เหล่ากาชาดจังหวัดเชียงใหม่ และตำรวจตระเวนชายแดน ซึ่งทุกฝ่ายเต็มใจอาสาสมัครจะปฏิบัติงานโดยพร้อมเพรียงกันและนำความขึ้นกราบบังคมทูล พระองค์ทรงโปรดเกล้าฯให้อาสาสมัครเข้าเฝ้าฯ ณ พระตำหนักภูพิงคราชนิเวศน์จังหวัดเชียงใหม่ มีการประชุมเมื่อวันที่ 22 กุมภาพันธ์ 2512 เพื่อจัดตั้งหน่วยแพทย์อาสาสมัครโดยพระองคเป็นองค์ประธาน
สัญลักษณ์ประจำพระองค์สมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี
พระราชดำรัสสมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี
1. “…คนดีของฉันรึ จะต้องเป็นคนไม่พูดปลด ไม่สอพลอ ไม่อิจฉาริษยา ไม่คดโกง และไม่มีความทะเยอทะยานอย่างบ้า ๆ แต่พยายามทำหน้าที่ของตนให้ดี ในขอบเขตของศีลธรรม…”
2. “…ในครอบครัวของเรา (ความรับผิดชอบ) เป็นของที่ไม่ต้องคิด เป็นธรรมชาติสิ่งที่สอนอันแรก คือเราจะทำอะไรให้เมืองไทย ถ้าไม่มีความรับผิดชอบจะไปช่วยเมืองไทยได้อย่างไร ทุกอย่างออกมา จากนั้นจะเอาหลักการต้องเป็นคนดี นี่คือหลักการ เพื่อจะช่วยอะไรได้ สิ่งเหล่านี้ ฉันเป็นคนพูดออกมา…”
3. “…คนเราต้องรู้จักบังคับตนเอง ถ้าปล่อยตามบุญกรรมก็จะไม่เจริญ ดังเช่นการเลี้ยงเด็ก ต้องกำหนดเวลานอน เวลาเรียน เวลารับประทานอาหาร เวลาพักผ่อน ทุกอย่างต้องให้เป็นไปตามเวลา ถ้าไม่เช่นนี้ ก็จะไม่เจริญ เติบโต ไม่มีสติปัญญา…”
4. “…ทุกอย่างที่ทำต้องตามเวลา ต้องตรงเวลาและเวลาที่จะทำอะไรก็ต้องทำ ไม่ใช่ไปไถลเล่น ไปทำโน่นทำนี่ และเรื่องการรับประทานก็ต้องเป็นเวลาเหมือนกัน ต้องมีระเบียบในด้านนี้…”
5. “…ถ้าจะเป็นคนดี จะมีอะไรอย่างเดียวไม่ได้ ต้องมีอย่างละนิด อย่างละหน่อย แล้วแต่สังคม อย่างไรก็ตามมี Principle ง่าย ๆ หลักการหนึ่ง หลักการใด เช่น ฉันจะไม่ให้ลูกฉันเป็นคนโกหกขโมย หลักการใหญ่ ๆ ทางจริยธรรมต้องมีแน่นอน…”
6. “…เราจะทำอะไรก็พยายามที่จะทำให้ในทางซื่อสัตย์สุจริต เพราะว่าถ้าคนเราคนหนึ่งทำโดยความซื่อสัตย์สุจริตและคนอื่น ๆ ทำด้วย ก็เลยเป็นประโยชน์ส่วนรวม นั่นก็จะเป็นความเจริญของประเทศชาติ…”
7. “…สอนให้เด็ก Honest คือ พูดความจริงเท่านั้น…ถ้าจะพูดไป ทุกอย่างมาจากทูลกระหม่อม (สมเด็จพระบรมราชชนก) ทูลกระหม่อมตั้งพระทัยที่จะทำอะไรให้ประเทศดีขึ้น มีความตั้งใจอย่างเดียวเพื่อจะทำสิ่งที่ดีให้ประเทศ เพราะฉะนั้น คือต้องให้เป็นคนดี แม่ไม่ใช่คำมาก คือต้องเป็นคนดี…”
8. “…คนเราไม่ควรลืมตัว ไม่อวดดี ไม่ถือดีว่าตนเก่ง…”
9. “…อนัตตา คือ ความไ่ม่มีตน บังคับไม่ได้…ส่วนอัตตา คือตัวตนของเราซึ่งเป็นส่วนที่บังคับได้ คนเราต้องรู้จักบังคับตนเอง ถ้าปล่อยตามบุญตามกรรมก็ไม่เจริญ…”
10. “…อยู่ในสังคม จึงต้องไม่รังแกคน ต้องอดทน…”
11. “…เรียนหนังสือให้ดี จะได้ให้ความรู้มาช่วยประเทศ ช่วยไทย สงสารคนไทยที่ยังยากจนที่เคราะห์ร้ายกว่าเรามาก…”
12. “…การรู้จักแยกแยะความดี ความเลว ความถูกต้องเหมาะสม เป็นสิ่งสำคัญมาก การมีชีวิตอยู่ในโลกได้ประสบความสำเร็จนั้น ต้องอยู่ในกรอบขอความถูกต้องด้วย…”
13. “…จงมีความนึกคิดและปฏิบัติ ในทางที่ดีที่ถูกที่เหมาะสมเสมอ…”
14. “…ความพอใจหรือไม่พอใจเกิดขึ้นด้วยต้วเราเอง ถ้าเปรียบเทียบตนเองกับคนที่มีมากกว่า เราจะรู้สึกด้อยถ้าเปรียบเทียบที่ด้อยกว่าเราดูดีมาก ดังนั้นถ้าไม่รู้จักพอ มีเท่าไหร่ก็ไม่อาจพอดี…”
15. “…ต้องรู้จักทำตามสมควร ให้เหมาะสมกับกาลเทศะ ความสมควร ความเหมาะสม ความพอดี เหล่านี้ เป็นสิ่งที่ต้องเอาใจใส่ศึกษาใหรู้ว่าเป็นอย่างไร ศึกษาได้โดยจิตที่มีสมาธิ ค่อย ๆ พิจารณาไตร่ตรอง…”
16. “…คนเราทุกคนต้องปรับตัว ถ้าปรับก็ไม่มีเรื่อง ฉันเองก็ต้องปรับตัว…”
17. “…คนเราเมื่ออยู่ในโลก จะต้องเรียนรู้ความจริงต่าง ๆ ของโลกไว้ เพื่อใหมีชีวิตอยู่ในโลกได้…”
18. “…อย่าลืมว่าแต่ละคนมีความดี บริสุทธิ์ไม่ทั้งหมด เพราะฉะนั้นถึงแม้จะมีข้อบกพร่องอะไรบ้างก็ต้องยอมรับ นี่คือสภาพของคนปกติ…บริสุทธิ์ ดีพร้อม มีแต่ธรรมะ คนจริง ๆ แล้วต้องมีข้อไม่ดีอยู่บ้าง เพราะฉะนั้นขอให้มองกันในแง่ดี แล้วทุกสิ่งทุกอย่างจะสำเร็จลุล่วงไปด้วยดี…”
19. “…ต้องร่างกายแข็งแรงก่อน แล้วจิตใจจึงเข้มแข็ง ทำอะไรได้…”
20. “…ความพยายาม courage และ volonte 3 สิ่งนี้ ควรให้มีติดตัวอยู่เสมอ นั่นแหละจะทำอะไรได้สำเร็จทุกอย่าง…” (courage แปลว่า ความกล้าที่จะทำด้วยความเด็ดขาด volonte แปลว่า ความอยากทำด้วยความเต็มใจ ผู้แปล แก้วขวัญ วัชโรทัย)

Advertisements