คำขวัญวันแม่ที่สมเด็จพระนางเจ้าฯ
พระบรมราชินีนาถพระราชทานในปีนี้เป็นบทกลอนที่นำมาจากเพลงชาติไทย ท่อนที่ว่า
“อยู่ดำรงคงไว้ได้ทั้งมวล ด้วยไทยล้วนหมาย รักสามัคคี”
ความสามัคคีคือการร่วมมือร่วมใจกันทำงานเพื่อให้บรรลุเป้าหมายหรือทิศทางเดียวกัน
โดยอาจใช้วิธีที่แตกต่างกันได้ ชิงเด่นกัน

ก็คงได้แต่อย่าชิงดี เพราะการชิงดีคือการเอาดีใส่ตัว
แล้วผลักเอาความชั่วไปใส่ให้คนอื่น น่าเกลียดชะมัด!

ฝรั่งเองก็เน้นความสามัคคีดังที่พูดกันว่า Union is Strength
เรามาแปลว่าสามัคคีคือพลัง จำนิทานเรื่องไม้ซีกงัดไม้ซุงไม่ไหวได้ไหม
แต่ถ้ามัดไม้ซีกรวมกันย่อมใช้งัดไม้ซุงได้
อีกเรื่องคือนกกระจาบทั้งฝูงติดตาข่ายนายพราน
แต่พอสามัคคีร่วมใจกันยกตาข่ายบินขึ้นพร้อมกันก็นำเอาตาข่ายไปทิ้งจนนกทุกตัวรอดพ้นไปได้
ยังจะมีนิทานที่อวัยวะในร่างกายเกี่ยงงอนกันว่าใครสำคัญกว่าใคร
นิ้วก็ว่าตนสำคัญกว่าเพราะชี้สั่งได้ เท้าก็ว่าตนสำคัญเพราะเดินนำไปได้
แล้วโทษว่ามือเสียอีกที่เอาแต่หยิบของใส่ปาก เป็นพวกเห็นแก่กิน พอเถียงกันมาก ๆ
ก็เลยพากันสไตรก์หยุดทำงาน ลงท้ายเจ้าของร่างก็ตาย!

สมัยอยุธยามีคำศัพท์เรียกความสามัคคีว่า “เสพสามัคคีรส”
ฟังดูเหมือนสามัคคีเป็นไวน์อย่างนั้นแหละ แต่ไพเราะดี
พระราชพงศาวดารระบุว่ากรุงแตกแต่ละครั้งเพราะคนไทยไม่เสพสามัคคีรสกัน
รสชาติของความสามัคคีนั้น ถ้าดี ๆ อยู่ไม่ใคร่รู้รสหรอก แต่พอบ้านแตกเมืองเสีย
เราต้องตกไปเป็นเชลยเขา นั่นแหละจึงจะรู้รสเพราะ “ใครมาเป็นเจ้าเข้าครอง
คงต้องบังคับขับไส เคี่ยวเข็ญเย็นค่ำร่ำไป ตามวิสัยเชิงเช่นผู้เป็นนาย”

สมัยรัชกาลที่ 5 เมื่อคิดตราแผ่นดินเป็นครั้งแรก โปรดฯ
ให้ผูกเป็นคาถาไว้ในตราแผ่นดินว่าความสามัคคีของหมู่คณะเป็นเครื่องหมายแห่งความเจริญ
เมื่อกรุงเทพมหานคร อมรรัตนโกสินทร์ฯ มีอายุยืนยาวมาได้ครบ 100 ปี ได้โปรดฯ
ให้จัดทำเครื่องราชอิสริยาภรณ์ตระกูลจุลจอมเกล้า เพื่อพระราชทานแก่พระราชวงศ์
ขุนนาง ทหาร คหบดี
และประชาชนที่ช่วยกันทะนุบำรุงรักษาบ้านเมืองมาด้วยความสามัคคีจวบจนมีอายุครบ 100
ปี
พระราชามหากษัตริย์สมัยก่อน เมื่อจะสวรรคต
คำสั่งสุดท้ายที่จะทรงสั่งเสียคือ ขอฝากบ้านเมืองไว้ด้วย
จงอย่าแตกแยกความสามัคคีกัน ความไม่สามัคคีจึงเป็นอันตรายของบ้านเมือง
ไม่ว่าในทางเศรษฐกิจ สังคม การเมืองการปกครอง การทหาร หรือการต่างประเทศ

การเรียกหาความสามัคคีคือการระดมทรัพยากรทั้งหมดเข้ามาทำงานร่วมกัน
ไม่ใช่อย่างที่มีผู้แต่งกลอนว่า “อันความสามัคคีก็ดีอยู่
แต่ต้องมีตัวกูเป็นหัวหน้า” คือ เรียกให้คนอื่นสามัคคี แต่ตัวเองไม่สามัคคีด้วย
ถ้าเป็นเช่นนั้นความสามัคคีก็จะเป็นข้ออ้างกดขี่ให้คนอื่นยอมอยู่ใต้อำนาจโดยไม่หืออือเท่านั้น
ดังที่คนที่ยึดอำนาจได้ก็มักเรียกหาความสามัคคี
ประเทศที่ยึดบ้านเมืองอื่นได้ก็ยังเรียกให้เมืองขึ้นสามัคคี
พอพวกเมืองขึ้นสามัคคีกันเรียกร้องอิสรภาพบ้างก็จะถูกปราบโทษฐานสามัคคีผิดประเภท!

การปรองดองเป็นวิธีหนึ่งในการสร้างความสามัคคี
การแก้ไขไม่แก้แค้นก็เป็นอีกวิธีหนึ่ง แต่การสร้างความสามัคคียังทำได้อีกหลายวิธี
เช่น การรู้จักให้อภัย การให้ความรู้ว่าสิ่งใดผิด สิ่งใดถูก การถอยคนละก้าว
การใช้คนกลางเข้าประสาน การประพฤติธรรมเช่นหมั่นประชุม เริ่มและเลิกประชุมพร้อมกัน
แม้แต่ธรรมาภิบาลที่ว่าการปกครองที่ดีต้องถูกกฎหมาย โปร่งใส
รับผิดรับชอบและให้คนอื่นมีส่วนร่วม ก็เป็นกุศโลบายในการสร้างความสามัคคี

คำขวัญวันแม่ที่พระราชทานนั้นยืนยันว่าเราทั้งมวลไม่ว่าไทย จีน แขก มอญ
กะเหรี่ยง ญวน ฯลฯ อยู่ดำรงมาได้ก็เพราะมุ่งหมายและรักความสามัคคี
เราอาจมีความคิดแตกต่างกันได้ แต่อย่าแตกแยก เราแยกกันเดินได้ แต่ร่วมกันตี
แยกกันคิดได้ แต่ร่วมกันทำ คำขวัญนี้แม้จะเป็นในโอกาสวันแม่ แต่ก็สอนแม่ สอนพ่อ
สอนลูก สอนทหาร พ่อค้า กรรมกร นักบวช อมาตย์ ไพร่ ที่สำคัญคือสอนนักการเมืองด้วย ไม่ว่าซีกสภาหรือคณะรัฐมนตรี และไม่ว่าซีกรัฐบาลหรือฝ่ายค้าน เพราะคำว่า “ทั้งมวล” “ไทยล้วน” นั้น หมายถึงทุกสี
ทุกสถานะ ทุกเพศ ทุกวัย และทุกรูปทุกนาม.

ที่มา :
หนังสือพิมพ์เดลินิวส์