7นิคมจมน้ำ วิ่งขอใช้สิทธิ์กู้แบงก์ออมสิน ดบ.ต่ำพิเศษ 0.01% – สหรัตนนครร่อแร่ 7 นิคมจมน้ำวิ่งเจรจาแบงก์ออมสินขอใช้สิทธิ์เงินกู้ดอกเบี้ย (โคตร) ถูก 0.01% เพื่อสร้างระบบป้องกันน้ำท่วม ธ.ออมสินชี้ “โรจนะ-บางปะอิน” คืบหน้าสุด นิคมโรจนะเสนอขอกู้ 2,000 ล้านบาท เผยอยู่ในขั้นตอนรอ ส.วิศวกรรมสถานอนุมัติแบบ แจงตามแผนต้องเร่งสร้างให้เสร็จก่อน มิ.ย. 55 เผยส่วนใหญ่เป็นการสร้างกำแพงสูง 4.5 เมตร ขณะที่ “สหรัตนนคร” ลำบาก ติดอยู่ในกระบวนการฟื้นฟูกิจการ ออมสินยอมรับฐานะการเงินมีปัญหาไม่กล้าปล่อยกู้

จากที่ ครม.มีมติให้ธนาคารออมสินทำหน้าที่ปล่อยกู้สินเชื่อดอกเบี้ยต่ำพิเศษ 0.01% ต่อปี ระยะเวลา 7 ปี ให้แก่การนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (กนอ.) และผู้ประกอบการนิคมอุตสาหกรรม เพื่อการลงทุนระบบป้องกันอุทกภัยวงเงิน 15,000 ล้านบาท โดยที่รัฐบาลจะรับภาระในการชดเชยส่วนต่างของอัตราดอกเบี้ยให้กับธนาคารออมสินตลอด 7 ปี เป็นมูลค่าไม่เกิน 4,431 ล้านบาท

นายเลอศักดิ์ จุลเทศ ผู้อำนวยการธนาคารออมสิน กล่าวกับ “ประชาชาติธุรกิจ” ว่า ขณะนี้นิคมอุตสาหกรรมติดต่อขอกู้เงินเข้ามาแล้ว อาทิ นิคมอุตสาหกรรมบางปะอิน นิคมอุตสาหกรรมโรจนะ นิคมอุตสาหกรรมนวนคร จังหวัดอยุธยา และสวนอุตสาหกรรมบางกะดี จังหวัดปทุมธานี โดยที่คืบหน้าอย่างเป็นรูปธรรมมากที่สุดก็คือ นิคมอุตสาหกรรมบางปะอิน ที่ขอกู้ 700 ล้านบาทเพื่อสร้างกำแพงป้องกันน้ำรอบพื้นที่ประมาณ 2,000 ไร่ ซึ่งมีการส่งแบบก่อสร้างที่มีองค์การความร่วมมือระหว่างประเทศแห่งญี่ปุ่น (ไจก้า) เป็นที่ปรึกษา รวมทั้งนิคมอุตสาหกรรมโรจนะ ซึ่งมีพื้นที่ประมาณ 6,700 ไร่ มีบริษัท ช.การช่าง เป็นที่ปรึกษาการออกแบบก่อสร้าง คาดว่าจะขอใช้วงเงินสินเชื่อประมาณ 2,000 ล้านบาท

ส่วนกรณีที่นิคมอุตสาหกรรมต้องการขอขยายระยะเวลากู้ถึง 15 ปีนั้น นายเลอศักดิ์ชี้แจงว่า นายธีระชัย ภูวนาถนรานุบาล รมว.คลัง มีนโยบายต้องการให้หลังปีที่ 7-15 เป็นการคิดอัตราดอกเบี้ยปกติของธนาคาร จึงเป็นไปตามนั้น

ขณะที่นายพิศิษฐ์ เสรีวิวัฒนา รองผู้อำนวยการธนาคารออมสิน กลุ่มการตลาด เปิดเผยกับ “ประชาชาติธุรกิจ” ว่า ตามแผนของรัฐบาล ต้องการให้นิคมอุตสาหกรรมเร่งก่อสร้างแนวป้องกันอุทกภัยให้แล้วเสร็จก่อนน้ำหลากปีหน้า คือประมาณเดือนมิถุนายน-กรกฎาคม 2555 โดยขณะนี้ทั้ง 7 นิคมอุตสาหกรรมที่ถูกน้ำท่วมได้มีการเข้ามาหารือเบื้องต้นเกี่ยวกับการขอสินเชื่อแล้ว แต่ที่มีความพร้อมมากที่สุดคือนิคมบางปะอิน และนิคมโรจนะ

นายพิศิษฐ์กล่าวว่า การพิจารณาปล่อยกู้ธนาคารจะต้องประเมินความเสี่ยง 2 ด้านคือ สถานะการเงินของนิคม และโอกาสที่จะเรียกเก็บค่าส่วนกลางจากโรงงานในนิคม ดูความสามารถในการชำระหนี้ เพื่อพิจารณาว่าจะสามารถอนุมัติได้ตามวงเงินที่ขอมาหรือไม่ และเมื่อแบบก่อสร้างได้รับการรับรองจากสมาคมวิศวกรรมสถานแห่งประเทศไทย และผ่านความเห็นชอบจากคณะกรรมการยุทธศาสตร์น้ำที่จะทำหน้าที่กลั่นกรองด้วย

จากแผนของนิคมอุตสาหกรรมที่เสนอมา ส่วนใหญ่จะเป็นการสร้างระบบระบายน้ำและกำแพงป้องกันน้ำให้สูงกว่าระดับน้ำที่คาดว่าจะสูงที่สุดในรอบ 70 ปี แล้วบวกเพิ่มอีก 50 เซนติเมตร ซึ่งก็จะอยู่ที่ประมาณ 4.50 เมตร

“ตอนนี้ประเด็นคือ ตามที่รัฐบาลมีเงื่อนไขให้กู้ 7 ปี แต่ทางผู้ประกอบการนิคมต้องการจะขอยืดไปเป็น 15 ปี เพราะว่าถ้า 7 ปี การผ่อนจ่ายจะสูง ทำให้ต้องไปเก็บค่าส่วนกลางจากโรงงานในนิคมต่อเดือนเพิ่มขึ้นเป็นเท่าตัว เช่น เดิมที่เก็บอยู่เดือนละ 1,000 บาทต่อเดือนต่อไร่ อาจจะต้องเพิ่มเป็น 2,500 บาทเป็นต้น อย่างไรก็ตาม ทางรัฐบาลก็มีนโยบายชัดว่า ถ้าต้องการยืดเป็น 15 ปี ก็จะให้ไปใช้

คอมเมอร์เชียลเรตของธนาคาร แต่ผู้ประกอบการก็ยังเรียกร้องอยู่ อย่างไรก็ตามสุดท้ายภาระต้นทุนเหล่านี้ทางนิคมก็จะผลักภาระไปให้โรงงาน” นายพิศิษฐ์กล่าวและว่า

สำหรับกรณีของนิคมอุตสาหกรรมสหรัตนนคร จังหวัดอยุธยา ก็ได้เข้ามายื่นเรื่องขอเงินกู้เช่นกัน แต่เนื่องจาก บริษัทยังอยู่ในกระบวนการฟื้นฟูกิจการทำให้การดำเนินการต่าง ๆ ค่อนข้างมีปัญหา ซึ่งทางแบงก์ก็ชี้แจงว่า หากจะกู้ก็ต้องให้ศาลมีคำสั่งชี้ขาดว่าในแผนการชำระหนี้จะต้องให้แบงก์ออมสินเป็น เจ้าหนี้อันดับแรก ไม่เช่นนั้นแบงก์ก็ปล่อยกู้ให้ไม่ได้

“กรณีสหรัตนนครค่อนข้างมีปัญหา เพราะระหว่างผู้ถือหุ้นเดิมกับผู้บริหารแผนก็มีมุมมองไม่เหมือนกัน ทั้งยังมีฝ่ายของเจ้าหนี้อีก ดังนั้น ถ้าจะให้ออมสินปล่อยกู้ก็ต้องไปเคลียร์กับศาลก่อนว่า ศาลจะต้องให้เราเป็นเจ้าหนี้อันดับแรก ทางนิคมต้องไปเคลียร์ ถ้าไม่เคลียร์แล้วมาขอกู้เราจะให้ได้ยังไง” นายพิศิษฐ์กล่าว

ส่วนกรณีที่หากจะมีผู้ประกอบการนิคมนอกเหนือจาก 7 รายที่ประสบอุทกภัยมาขอสินเชื่อ นายพิศิษฐ์ระบุว่า คงต้องขึ้นกับรัฐบาล แต่ทางแบงก์ออมสินไม่ปิดโอกาส พร้อมจะจัดสรรวงเงินให้ได้หากวงเงินเพียงพอ ซึ่งต้องรอให้ได้ข้อสรุปชัดเจนอีกครั้ง เพราะทุกนิคมก็ต้องการกู้

รองผู้อำนวยการแบงก์ออมสินยืนยันว่า ธนาคารมีสภาพคล่องเพียงพอที่จะรองรับการดำเนินการตามนโยบายรัฐ โดยมีสภาพคล่องส่วนเกินเกือบ 200,000 ล้านบาท ณ ปัจจุบันมีทรัพย์สินเพิ่มจากปลายปีที่แล้วประมาณ 300,000 ล้านบาท ขณะที่การปล่อยสินเชื่อใหม่ปีนี้น่าจะเป็นไปตามเป้าหมายที่ตั้งไว้ว่าจะปล่อยสินเชื่อใหม่ 21,000 ล้านบาท

ผู้สื่อข่าว “ประชาชาติธุรกิจ” รายงานว่า หลังจากน้ำในพื้นที่ลดลง นิคมอุตสาหกรรมทั้ง 7 แห่ง ได้แก่ นิคมอุตสาหกรรมสหรัตนนคร, เขตประกอบการสวนอุตสาหกรรมโรจนะ, นิคมอุตสาหกรรมบ้านหว้า (ไฮเทค), บางปะอิน, เขตประกอบการอุตสาห กรรมแฟคตอรี่แลนด์, สวนอุตสาหกรรมบางกะดี และเขตส่งเสริมอุตสาหกรรมนวนคร ต่างก็เร่งจัดทำแผนฟื้นฟูนิคม ในจำนวนนี้นิคมอุตสาหกรรมสหรัตนนครดูจะประสบปัญหาหนัก เพราะยังติดอยู่ในกระบวนการฟื้นฟูกิจการ

โดยนิคมอุตสาหกรรมสหรัตนนคร ปัจจุบันบริหารงานโดยบริษัทสหรัตนนคร อยู่ในสถานะ NPL มีหนี้สินรวมกว่า 6,000 ล้านบาท แบ่งเป็นเงินต้นจากการกู้ยืมประมาณ 2,600 ล้านบาท ดอกเบี้ยเงินกู้ประมาณ 3,400 ล้านบาท โดยมีบรรษัทบริหารสินทรัพย์ไทย (บสท.) เป็นเจ้าหนี้

สหรัตนนครมีพื้นที่ประกอบการ 1,441 ไร่ มีผู้ประกอบการ 46 โรงงาน ส่วนใหญ่เป็นผู้ผลิตชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์-ชิ้นส่วนรถยนต์-แม่พิมพ์-สิ่งทอ และรองเท้า อาทิ บริษัทอายิโนะโมะโต๊ะ คาลพิส เบเวอเรจ, บริษัท เฟิสท์ แอพพาเรล (ไทยแลนด์), บริษัทเชียงไทย นิตติ้ง และบริษัท เอคโค่ (ประเทศไทย) ตัวนิคมมีเพียงคันดินเก่ายาวประมาณ 13 กิโลเมตรล้อมรอบเท่านั้น นับเป็นนิคมแห่งแรกที่ถูกน้ำท่วมสูงกว่า 3 เมตรตลอด 2 เดือนที่ผ่านมา ผลประเมินความเสียหายเบื้องต้นประมาณ 8,072 ล้านบาท

น.ส.มณฑนิจ สุทธิศิริ รองกรรมการผู้จัดการ บริษัท เอสซีเอ็มบี จำกัด ในฐานะผู้บริหารแผนฟื้นฟูของนิคมอุตสาหกรรมสหรัตนนครกล่าวว่า ตัวนิคมกำลังอยู่ในระหว่างการฟื้นฟู รวมถึงการลงทุนเพิ่มเติมในการทำเขื่อนป้องกันน้ำท่วมในอนาคต โดยบริษัทอยู่ระหว่างการขออนุมัติจากเจ้าหนี้คือ บรรษัทบริหารสินทรัพย์ไทย (บสท.) ว่าจะอนุมัติให้กู้เงินใหม่หรือไม่ รวมทั้งกำลังเจรจากับธนาคารออมสินเพื่อขอเงินกู้ดอกเบี้ยพิเศษ แต่ยังติดเงื่อนไขบางประการ

นอกจากนี้ บริษัทต้องการขอขยายระยะเวลาเงินกู้ดอกเบี้ยต่ำ 0.01% จาก 7 ปี เพิ่มเป็น 15 ปี เนื่องจากบริษัทประเมินการลงทุนสร้างเขื่อนความยาวกว่า 13 กิโลเมตรนั้น อาจจะต้องใช้เงินมากกว่า 100 ล้านบาท ฉะนั้นระยะเวลากู้ที่กำหนดไว้เดิมอาจจะไม่เพียงพอ และเมื่อทั้ง 2 ขั้นตอนข้างต้นได้รับการอนุมัติจากเจ้าหนี้และธนาคารแล้ว บริษัทยังต้องขออนุญาตจากศาลในการกู้เงินด้วย

http://www.prachachat.net/news_detail.php?newsid=1323662766&grpid=00&catid=&subcatid=