Category: สำนวนไทย


Cnn:  เมื่อวันที่ 23 ก.ค. 54 เว็บไซต์ซีเอ็นเอ็น เซ็กชั่น ซีเอ็นเอ็นโก เปิดเผยผลสำรวจเมนูยอดนิยม จัดอันดับอาหารอร่อย 50 อันดับ ที่น่าภาคภูมใจ ของไทยเรา มาเป็นอันดับ 1 ค่ะ ” แกง มัสมั่น” ได้รับการยกย่องให้เป็น ‘ราชาแกงกะหรี่’ จากการ โหวตใน FaceBook ทั้งต้มยำกุ้งอันดับ 8 น้ำตกหมูอันดับ 19 และส้มตำอันดับ 46 น่ายินดีกับอาหารไทยจริงๆ มิน่าล่ะ 2 วันก่อนไปทานข้าวที่ ร้าน ” กิ่งกัลปพฤกษ์” ที่ เอ็มโพเรียม ชั้น 5  เห็นฝรั่งสั่ง น้ำตกหมู ส้มตำ กันแทบทุกโต๊ะ แอบดีใจมาก่อนหน้านี้แล้ว ว่าแล้ว เย็นนี้จัดส้มตำเลยค่ะ แล้วคุณผู้อ่านจะรอไปใย ฉันก็เลยจัด กาพย์เห่เรือ ชุดนี้ให้ก่อนดีกว่า เตือนความจำกัน – ไดอารียอดรัก

แกงมัสมั่น อาจาด และโรตี ไปกันได้ดี อร่อยๆ

กาพย์เห่เรือชมเครื่องคาวหวาน(และว่าด้วยงานนักขัตฤกษ์) เป็นกาพย์เห่เรือที่พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย (รัชกาลที่ 2) ทรงพระราชนิพนธ์ไว้ ซึ่งพรรณนาเกี่ยวกับอาหารคาวหวานในวัง
• เห่ชมเครื่องคาว

๏ แกงไก่มัสมั่นเนื้อ…………………..นพคุณ พี่เอย
หอมยี่หร่ารสฉุน………………………เฉียบร้อน
ชายใดบริโภคภุญช์…………………..พิศวาส หวังนา
แรงอยากยอหัตถ์ข้อน………………..อกให้หวนแสวงฯ

๏ มัสมั่นแกงแก้วตา……………..หอมยี่หร่ารสร้อนแรง
ชายใดได้กลืนแกง……………….. แรงอยากให้ใฝ่ฝันหา

1.Massaman curry, Thailand (แกงมัสมั่น)
Emphatically the king of curries, and perhaps the king of all foods. Spicy, coconutty, sweet and savory, its combination of flavors has more personality than a Thai election.Even the packet sauce you buy from the supermarket can make the most delinquent of cooks look like a Michelin potential. Thankfully, someone invented rice, with which diners can mop up the last drizzles of curry sauce.“The Land of Smiles” isn’t just a marketing catch-line. It’s a result of being born in a land where the world’s most delicious food is sold on nearly every street corner.

อ่านเพิ่มเติม

สำนวนไทย ร เรือ

อย่าลืมสำนวนไทยกันนะคะ อนุรักษ์กันหน่อย จาก ยอดเองค่ะ

จ้าวไม่มีศาล สมภารไม่มีวัด
เป็นสำนวนเปรียบเปรยถึงคนที่เร่ร่อนไม่มีที่อยู่ประจำเป็นหลักแน่นอน

โจรปล้น ๑๐ ครั้งไม่เท่าไฟไหม้ครั้งเดียว
สำนวนนี้มีความหมายอธิบายอยู่ในตัวแล้ว ถึงแม้คนเราจะถูกโจรขึ้นปล้นบ้านสัก ๑๐ ครั้งหรือมากกว่านั้น ก็ยังไม่ทำให้ข้าวของ หรือทรัพย์สินบางอย่างภายในบ้านเราถึงขนาดหมดเกลี้ยงตัวเลยทีเดียวนัก แต่ไฟไหม้ครั้งเดียว เผาผลาญทั้งทรัพย์สิน และที่อยู่เราวอดวายเป็นจุลไปหมด โบราณจึงว่า “โจรหรือขโมยขึ้นบ้านสัก ๑๐ ครั้งไม่เท่าไฟไหม้ครั้งเดียว”

จับปลาสองมือ
เป็นสำนวนหมายถึง คนที่มุ่งหวังอยากจะได้ทีเดียวพร้อม ๆ กันสองอย่าง โดยไม่คำนึงว่าตนเองมีความสามารถที่จะทำได้หรือไม่ เปรียบได้กับการใช้มือจับปลาตัวเดียวให้มั่นดีกว่าจับด้วยมือเดียวหรือข้างละตัว ซึ่งอาจจะไม่มั่นพอ ทำให้ปลาทั้งสองตัวหลุดตกน้ำไปหมดเลยก็ได้ สำนวนนี้เปรียบเทียบได้กับการที่ผู้ชายเราคิดจะมีภรรยาทีเดียวสองคน โดยวิธีเกี้ยวผู้หญิงสองคนในเวลาเดียวกัน

อ่านเพิ่มเติม

ขนมพอผสมกับน้ำยา
  
ที่มาของสำนวนคำพังเพยนี้เข้าใจว่ามาจาก  “ขนมจีนน้ำยา”  ที่เราเคยรับประทานกันมาแล้ว คือ  ขนมจีนกับน้ำยาจะต้องผสมให้เข้ากันหรือได้ส่วนพอเหมาะ  จึงจะรับประทานอร่อย เรียกว่าเวลาตักน้ำยาราดลงบนขนมจีน  ต้องกะส่วนให้พอลงคลุกผสมกับขนมจีนได้พอเหมาะ  หรือให้มีสัดส่วนเข้ากันพอดีทั้งสองฝ่าย  เมื่อรับประทานแล้วเกิดอร่อยไม่ใช่ว่าขนมจีนอร่อย  หรือน้ำยาอร่อยแต่อร่อยด้วยกันทั้งสองอย่าง  เรียกว่า  “พอดีกัน”  จึงเกิดเป็นสำนวนที่ตีความหมายเอาว่า  ทั้งสองฝ่ายต่างพอดีกัน  จะว่าข้างไหนดีก็ไม่ได้
  
   
ขี่ช้างจับตั๊กแตน
  
หมายความว่า ลงทุนเสียมากมายเพื่อทำงานเล็ก ๆ เท่านั้น เป็นทำนองว่าผลประโยชน์ที่ได้ไม่คุ้มกับที่ลงทุน  หรือทำให้เป็นการใหญ่โต หรือแปลความหมายสั้น ๆ “ทำงานใหญ่เกินตัว” 
  
   
ขี่ช้างอย่าวางของ
  
เป็นสำนวนเปรียบเทียบเตือนใจว่าการที่มีลูกน้อง หรือมีผู้น้อยอยู่ในความปกครอง  บังคับบัญชาของเรา ก็อย่าประมาทละเลยเสีย ต้องหมั่นกวดขันกำชับ เปรียบได้กับคนขี่ช้างต้องคอยถือขอสับช้างบังคับช้างไว้อยู่ตลอดเวลา ถ้าวางของหรือไม่ใช้ขอคอยสับไว้ ช้างก็อาจพาลเกเรไม่ทำงานได้
  
   
ขี้ก้อนใหญ่ให้เด็กเห็น
  
สำนวนนี้หมายถึง การทำอะไรที่เป็นเรื่องไม่ดี เป็นเรื่องชั่วร้ายเลวทรามหรือการทุจริต โดยไม่มีความละอายใจให้ผู้อื่นเห็น โดยเฉพาะหมายถึงผู้ใหญ่ที่ทำให้ผู้น้อยเห็นอย่างชัดแจ้ง
 
  
   
เข้าเมืองตาหลิ่ว ต้องหลิ่วตาตาม  
  
แปลตามประโยคสำนวนก็ว่า เข้าเมืองตาบอดข้างเดียว ถึงแม้ตาเราไม่บอด ก็ต้องทำตาบอดข้างเดียวตามเขาไปด้วย  (ตาหลิ่ว ในที่นี้หมายถึงตาบอดข้างเดียวหรือคนตาเดียว ไม่ใช่หมายถึงทำตาหลิ่ว หรือหลิ่วตา) หมายความว่า ที่แห่งใดเขาประพฤติอย่างไรก็ให้ตามเขาไปด้วย อย่าไปประพฤติขัดแย้งกับเขา
  
   
ขว้างงูไม่พ้นคอ  
  
หมายความว่า มีภาระหรือมีเรื่องเดือดร้อน ทั้งของตนเองและที่เกี่ยวข้องอยู่ แต่ไม่สามารถจะแก้ไขให้รอดพ้นไปได้
  
   
ข้างนอกสุกใส ข้างในเป็นโพรง
  
สำนวนนี่เปรียบเทียบได้สองทาง ทางหนึ่งก็หมายถึงสิ่งที่แลดูภายนอกเป็นของดีหรือของแท้ แต่แท้จริงแล้วกลับไม่ใช่ของดี หรือของแท้นัก อีกทางหนึ่งก็เปรียบได้กับสตรีที่งามแต่รูป  แต่กิริยาและความประพฤติไม่ดี หรืองามเหมือนรูป ซึ่งตรงกันข้ามกับอีกสำนวนหนึ่งที่ว่า “ข้างนอกขรุขระ  ข้างในต๊ะติ๊งโหน่ง”
  
   
ข้างนอกขรุขระ ข้างในต๊ะติ๊งโหน่ง  
  
สำนวนตรงข้ามกับ  “ข้างนอกสุกใส” คือดูแต่ภายนอกไม่งาม แต่แท้จริงกลับเป็นของแท้ของงาม สตรีที่มีรูปร่างขี้ริ้วไม่งดงาม แต่กิริยามารยาทเรียบร้อย จิตใจก็ดีงาม ตรงข้ามกับรูปร่าง
  
   
ข้าวใหม่ปลามัน  
  
คนในสมัยโบราณถือว่า “ข้าวใหม่ปลามัน” คือข้าวที่เก็บเกี่ยวในครึ่งปีหลัง เป็นข้าวที่ดีกว่าข้าวเก่า และปลาเป็นอาหารคู่กับข้าว  “ปลามัน” หมายถึงปลาในฟุดน้ำลดมีมันมาก  รับประทานอร่อย จึงมาผูกเป็นสำนวนพังเพยเปรียบเทียบเช่น สามีภรรยาที่เพิ่งจะแต่งงานกันใหม่ ๆ ย่อมจะอยู่ในระหว่างกำลังเสพสุขสมรสมีรสชาติ
  
   
เขียนด้วยมือลบด้วยเท้า
  
สำนวนนี้ เวลาพูดมักจะใช้คำตรง ๆ ว่า “เขียนด้วยมือลบด้วยตีน” เป็นความเปรียบเปรยถึง คนที่แต่แรกทำความดีจนเป็นที่เชื่อถือไว้แล้ว แต่ภายหลัง กลับทำความชั่วลบล้างความดีของตนเสียง่าย ๆ หรือเปรียบอีกทางหนึ่งถึงคนที่ออกคำสั่ง หรือให้สัญญาไว้แต่แรกอย่างหนึ่ง แล้วปุบปับกลับเปลี่ยนแปลงคำสั่งหรือสัญญานั้นเสีย ให้อยู่ในลักษณะตรงข้ามโดยไม่มีเหตุผล
  
   
เขียนเสือให้วัวกลัว
  
ตามธรรมชาติ เท่าที่รู้จักกันอยู่ว่า วัวเป็นสัตว์ที่กลัวเสืออยู่มาก แม้จะมีรูปร่างใหญ่โตกว่าเสือก็ตามแต่ และวัวมักจะเป็นเหยื่อเสือเสียส่วนมาก เขาจึงเอามาเป็นสำนวนพังเพยเปรียบเทียบถึง การที่ทำอะไรอย่างหนึ่งเพื่อให้เป็นการข่มขู่อีกฝ่ายหนึ่งไว้ก่อนให้กลัว เรียกว่า “เขียนเสือให้วัวกลัว”
  
   
ขมิ้นกับปูน
  
สำนวนนี้หมายถึง คนที่ไม่ลงรอยกัน หรือ รสนิยมเข้ากันไม่ได้ เมื่ออยู่ใกล้กัน ก็มักเป็นปากเสียงทะเลาะวิวาทกัน เปรียบดังขมิ้นกับปูนที่กินกับหมาก

เอาสำนวนไทยมาฝากกัน อ่านเพลินๆ ไม่เป็นโรค ความจำเสื่อม เริ่มจาก ก ไก่ กันเลย

กรุงศรีอยุธยาไม่สิ้นคนดี
  
สำนวนคำพังเพยประโยคนี้เป็นสำนวนเก่า ซึ่งอาจจะมีมาจากครั้งสมัยกรุงศรีอยุธยาก็ได้เพราะปรากฏมีหลักฐานในเสภาขุนช้างขุนแผน ตอนเถรกวาดแก้แค้นพลายชุมพลตอนหนึ่งด้วยว่า “คนดีไม่สิ้นอยุธยา” สำนวนนี้เป็นความหมาย อธิบายอยู่ในตัวแล้ว “คนดี” ก็คือคนเก่งหรือผู้มีความสามารถในทางต่อสู้และความคิดอยู่พร้อม อย่าชะล่าใจนักจักเสียที
  
   
กลิ้งครกขึ้นภูเขา
  
สำนวนนี้ มักจะพูดกันว่า ”เข็นครกขึ้นภูเขา” กันส่วนมาก แต่แท้จริง ”ครก” ต้องทำกริยา ”กลิ้ง” ขึ้นไปจึงจะถูก กล่าวคำว่า ”เข็น” แปลว่า เรื่องที่กำลังจะทำหรือจะทำให้สำเร็จบรรลุผลนั้น ยากลำบากแสนเข็ญมิใช่ของที่ทำได้ง่ายนักเปรียบได้กับ การกลิ้งครกขึ้นภูเขาไปสู่ยอดเขา
  
   
กลืนไม่เข้าคายไม่ออก
  
แปลว่าหมดหนทางที่จะทำหรือไม่รู้จะทำอย่างไรดี หรือเป็นการทำให้ตัดสินใจไม่ถูก เพราะจะไม่ทำลงไปก็ไม่ดี เป็นการยากที่จะตัดสินใจทำลงไปได้ง่าย เหมือนก้างปลาหรือเศษอาหารอะไรอย่างหนึ่ง เข้าไปติดอยู่กลางลำคอ กลืนก็ไม่เข้าคายก็ไม่ออก
  
   
กว่าถั่วจะสุก งาก็ไหม้
  
สำนวนพังเพยนี้ มาจากการคั่วถั่วกับงาในกระทะเดียวกัน ถั่วเป็นของสุกช้า งาสุกเร็วมัวรอไห้ถั่วสุก งาก็ไหม้เสียก่อน สำนวนนี้หมายถึงการทำอะไรสองอย่างพร้อมกันหรือทำอะไรสักอย่างที่ไม่รอบคอบ มัวคิดแต่จะได้ทางหนึ่งต้องเสียทางหนึ่ง ในความหมายอีกแง่ก็แปลว่า การทำอะไรมัวรีรออยู่ ไม่รีบลงมือทำเสียแต่แรกครั้นพอลงมือจะทำ ก็ไม่ทันการเสียแล้วเพราะคนอื่นเขาเอาไปทำเสียก่อน
 
  
   
กำขี้ดีกว่ากำตด
  
ความหมายว่า ได้ในสิ่งที่เห็นหรือเป็นของได้แน่ ดีกว่าคิดอยากได้ในสิ่งหรือของที่ไม่เห็นเหมือนไม่มีตัวตน
  
   
การกินการอยู่ใครไม่สู้พ่อ การพายการถ่อพ่อไม่สู้ใคร
  
สำนวนนี้อธิบายความหมายอยู่ในตัวแล้วแสดงว่า เรื่องกินแล้วเก่งจนไม่มีใครสู้ แต่ถ้าเรื่องงานแล้วยอมแพ้ ซึ่งแปลว่าขี้เกียจนั้นเอง
  
   
กินที่ลับไข่ที่แจ้ง
  
สำนวนนี้ มีความหมายไปในทำนองที่ว่า ทำอะไรไว้ในที่ลับแล้วอดปากไว้ไม่ได้เอามาเปิดเผย ให้คนทั้งหลายรู้เพื่อจะอวดว่าตนกล้าหรือสามารถทำอย่างนั้นได้โดยไม่กลัวใครผิดกฎหมาย อะไรทำนองนั้นหรือไม่กลัว 
  
   
กินน้ำใต้ศอก
  
หมายไปในทางที่ว่าถึงจะได้อะไรสักอย่างก็ไม่เทียมหน้าหรือไม่เสมอหน้าเขา เช่นหญิงที่ได้สามี แต่ต้องตกไปอยู่ในตำแหน่งเมียน้อย   ก็เรียกว่า “กินน้ำใต้ศอกเขา” ที่มาของสำนวนนี้ คนในสมัยก่อนอธิบายว่า คนหนึ่งเอาสองมือกอบน้ำมากิน อีกคนหนึ่งรอหิวไม่ไหวเลยเอาปากเข้าไปรองน้ำที่ไหลลงมาข้อศอก ของคนกอบน้ำกินนั้นเพราะรอหิวไม่ทันใจ
  
   
กินบนเรือน ขี้รดบนหลังคา
  
แปลว่าคนที่เนรคุณคนเปรียบได้กับคนที่อาศัยพักพิงบ้านเขาอยู่แล้ว คิดทำมิดีีมิชอบให้เกิดขึ้นภายในบ้านนั้น ทำให้เจ้าของบ้านที่ให้อาศัยต้องเดือดร้อนคนโบราณเอาลักษณะของแมวที่ไม่ดี คือกินแล้วไม่ขี้ให้เป็นที่ กลับขึ้นไปขี้บนหลังคาให้เป็นที่สกปรกเลอะเทอะ เพราะคนสมัยก่อนต้องการให้หลังคาสะอาดเพื่อรองน้ำฝนไว้กิน จึงเอาแมวชั่วนี้ มาเปรียบเทียบกับคนชั่วที่ไม่รู้จักบุญคุณคน
  
   
กินปูนร้อนท้อง
  
สำนวนนี้มาจากตุ๊กแก ว่ากันว่า ตุ๊กแกที่กินปูน (ปูนแดงที่กินกับหมากพลู)
มักจะทำอาการกระวนกระวาย ส่งเสียงร้องแกร็ก ๆ เหมือนอาการร้อนท้องหรือปวดท้อง
จึงนำเอามาเปรียบกันคนที่ทำพิรุธหรือทำอะไรไว้ไม่อยากให้ใครรู้แต่เผอิญมีใครไปแคะได้ หรือเรียบเคียงเข้าหน่อยทั้ง ๆ ที่เขาไม่ได้เจตนาเจาะจงแต่ตัวเอง ก็แสดงอาการเป็นเชิงเดือดร้อนออกมาให้เขารู้ สำนวนนี้มักพูดกันว่า “ตุ๊กแกกินปูนร้อนท้อง”
  
   
กินน้ำเห็นปลิง
  
แปลว่า สิ่งใดที่ต้องการ ถ้าสิ่งนั้นมีสิ่งที่น่ารังเกียจ หรือไม่บริสุทธิ์ก็ทำให้รังเกียจหรือตะขิดตะขวงใจไม่อยากได้ เปรียบดังที่ว่าปลิงเป็นสัตว์น่ารังเกียจอยู่ในน้ำ เวลากินน้ำมองเห็นปลิงเข้าก็รู้สึกรังเกียจขยะแขยงไม่อยากกิน สำนวนนี้มีนักเขียนเอามาเขียนเอามาตั้งเป็นชื่อหนังสือเล่มหนึ่ง
  
   
เก็บเบี้ยใต้ถุนร้าน
  
“เบี้ย” ในสมัยก่อนเป็นพวกหอยชนิดหนึ่งเรียกว่า “เบี้ยจั่น” ใช้เป็นเงินแลกเปลี่ยนซื้อของได้ แต่มีราคาต่ำแปลตามตัวอักษรนี้ก็ว่าเก็บเบี้ยที่ตกอยู่ตามใต้ถุนร้าน  หรือแผงลอยวางของขายซึ่งตกหล่นอยู่บ้าง เพราะมีการซื้อขายแลกเปลี่ยนเบี้ยกับของโดยไม่เห็นว่าจะเป็นเบี้ยมีราคาต่ำ สำนวนนี้จึงแปลความหมายว่าถึงจะทำงานเล็กใหญ่ หรือค้าขายอะไรก็ตาม ก็พยายามค่อย ๆ ทำให้มีผลได้แม้เล็ก ๆ น้อย ๆ ก็ยังดีกว่าปล่อยให้หลุดลอยไปเสีย
  
   
เกลียดขี้ขี้ตาม เกลียดความความถึง
  
สำนวนนี้ ไม่ทราบที่มาหรือมูลของสำนวนแน่ชัด แต่ก็เป็นที่รู้ ความหมายกันทั่วไปว่า หมายถึง การที่คนเราเกลียดสิ่งไหนแล้วมักจะได้สิ่งนั้นเปรียบได้กับชายที่เกลียด ผู้หญิงขี้บ่นจู้จี่แต่มักลงท้ายกลับไปได้ภรรยาขี้บ่นจู้จี่เข้าจนได้
  
   
เกลียดตัวกินไข่ เกลียดปลาไหลกินน้ำแกง
  
สำนวนนี้มีความหมายแตกต่างกับประโยค “เกลียดขี้ขี้ตาม” เพราะแปลความหมายไปในทางที่ว่าเกลียดตัวเขาแต่อยากได้ผลประโยชน์จากเขา หรือของ ๆ เขา ตามความหมายเปรียบเทียบของสำนวนที่ว่าเช่นเกลียดปลาไหลในรูปร่างของมัน  แต่เมื่อเอามาแกงมีรสหอมก็ทำให้อดอยากกินแกงไม่ได้ถึงแม้จะไม่กินเนื้อปลาไหลเลยก็ตาม
  
   
แกว่งเท้าหาเสี้ยน
  
หมายถึงคนที่ชอบทำอะไรเป็นการสอดแทรกเข้าไปยุ่งกับเรื่องของผู้อื่นเข้า จนกระทั่ั้งกลาย เป็นเรื่องกับตัวเองจนได้เสมอ เรียกว่าชอบสอดเข้าไป เกี่ยวสำนวนในปัจจุบันเปลี่ยนไปใช้เป็นว่า “แกว่งปากหาเท้า” เสียแล้ว เพื่อให้ความชัดเจนขึ้น
  
   
ไก่กินข้าวเปลือก
  
สำนวนคำพังเพยประโยคนี้ ถ้าพูดให้เต็มความก็ต้องพูดว่า “ตราบใดที่ไก่ยังกินข้าวเปลือกอยู่ ตราบนั้นคนเราก็ยังอดกินสินบนไม่ได้” เข้าใจว่าเป็นคำพังเพยของจีน เอามาใช้เป็นภาษาของเขาก่อน แล้วไทยเราเอามาแปลเป็นภาษาไทยใช้กันอยู่มากในสมัยก่อน ๆ
  
   
ใกล้เกลือกินด่าง
  
หมายความว่า  สิ่งที่หาได้ง่ายหรืออยู่ใกล้ไม่เอา  กลับไปเอาสิ่งที่อยู่ไกลหรือหายากเปรียบได้ว่าเกลือหาง่ายกว่าด่าง  ความหมายอีกทางหนึ่งหมายถึงว่าอยู่ใกล้กับของดีแท้ ๆ  แต่ไม่ได้รับเพราะกลับไปคว้าเอาของที่ไม่ี่ดี  หรือมีราคาด้อยกว่าคือด่างซึ่งมีรสกร่อยหรืออ่อนเค็มกว่าเกลือ 

ขอบคุณ Salanlak

%d bloggers like this: