Tag Archive: ธรรมะ


คลิป : รับรางวัล ศิลปินคุณธรรมส่งเสริมพระพุทธศาสนา เนื่องในวันมาฆบูชา ประจำปี2555
ศิลปิน : อ๊อฟ ศุภณัฐ Aof Supanat
สถานที่ : ห้องรัตนโกสินทร์ ศาลาว่าการกรุงเทพมหานคร
วันที่ : วันอังคารที่ 6 มี.ค. 2555 (6/3/2012)

credit clip joylackup

Advertisements

โอ้… ถ้าเตือนไม่สำเร็จ …รีบทำอะไรด่วน ภาพที่เห็นดูแล้วท่านไม่สำรวมเลย

ใครที่ปวดไมเกรนประจำ ลองฟัง อจ บุญชัยเล่าว่าทำไมท่านจึงหาย ติดตามประวัติ ได้ที่เวปนี้ค่ะ http://www.fast-english.com/  http://www.drboonchai.com/ อจ มีวิธีสอนให้จำคาถา ชินบัญชรได้อย่างง่ายด้วย เนื่องจาก เป็นคนที่เรียนเก่งค่ะ รักภาษาอังกฤษ เป็นเจ้าของโรงเรียนสอนภาษา อีกพูดภาษาไทยชัดเจน อจ มาพูดที่ช่อง FM 96.5 วัน CEO Vision วันอาทิตย์ ตอนสายๆสาระความรู้จึงน่าฟังเสมอค่ะ-ไดอารียอดรัก

ขอบคุณclip  MrJamespound008

อ่านเพิ่มเติม

คำขวัญวันแม่ที่สมเด็จพระนางเจ้าฯ
พระบรมราชินีนาถพระราชทานในปีนี้เป็นบทกลอนที่นำมาจากเพลงชาติไทย ท่อนที่ว่า
“อยู่ดำรงคงไว้ได้ทั้งมวล ด้วยไทยล้วนหมาย รักสามัคคี”
ความสามัคคีคือการร่วมมือร่วมใจกันทำงานเพื่อให้บรรลุเป้าหมายหรือทิศทางเดียวกัน
โดยอาจใช้วิธีที่แตกต่างกันได้ ชิงเด่นกัน

ก็คงได้แต่อย่าชิงดี เพราะการชิงดีคือการเอาดีใส่ตัว
แล้วผลักเอาความชั่วไปใส่ให้คนอื่น น่าเกลียดชะมัด!

ฝรั่งเองก็เน้นความสามัคคีดังที่พูดกันว่า Union is Strength
เรามาแปลว่าสามัคคีคือพลัง จำนิทานเรื่องไม้ซีกงัดไม้ซุงไม่ไหวได้ไหม
แต่ถ้ามัดไม้ซีกรวมกันย่อมใช้งัดไม้ซุงได้
อีกเรื่องคือนกกระจาบทั้งฝูงติดตาข่ายนายพราน
แต่พอสามัคคีร่วมใจกันยกตาข่ายบินขึ้นพร้อมกันก็นำเอาตาข่ายไปทิ้งจนนกทุกตัวรอดพ้นไปได้
ยังจะมีนิทานที่อวัยวะในร่างกายเกี่ยงงอนกันว่าใครสำคัญกว่าใคร
นิ้วก็ว่าตนสำคัญกว่าเพราะชี้สั่งได้ เท้าก็ว่าตนสำคัญเพราะเดินนำไปได้
แล้วโทษว่ามือเสียอีกที่เอาแต่หยิบของใส่ปาก เป็นพวกเห็นแก่กิน พอเถียงกันมาก ๆ
ก็เลยพากันสไตรก์หยุดทำงาน ลงท้ายเจ้าของร่างก็ตาย!

อ่านเพิ่มเติม

เอามา แชร์กันค่ะ – ไดอารียอดรัก

ถ้ารักชาติไทย…ใจต้องเป็นบุญ

ขอบคุณ ดังตฤณ/ คุณ Aims Astro
ถาม – ช่วงนี้ยอมรับว่าเกลียดนักการเมืองบางคนมาก แต่พอเกลียดเขาแล้วใจเราก็ไม่สบายเอง เลยอยากถามว่าควรจะคิดอย่างไรดีคะ
ตอบ – ระยะนี้อุณหภูมิทางการเมืองร้อนแรงนะคะ ว่าแล้วคอลัมน์นี้เลยขอเกาะกระแสบ้าง โดยจะมาเล่าสู่กันฟังถึงเรื่องของผู้ที่มีหัวใจรักชาติบ้านเมือง เนื่องจากเพิ่งได้สนทนากับมีลูกค้าหญิงท่านหนึ่งซึ่งขอสมมุตินามว่าคุณโพลี่ (ย่อมาจาก politics ^__^) อ่านดวงชะตาแล้วพบว่าเธอมีกรรมเก่าดี ทำให้ชีวิตมีความสุขสบาย ประสบความสำเร็จในหน้าที่การงาน อีกทั้งปัจจุบันนี้เธอก็สนใจในธรรมะ ทำทาน รักษาศีลพยายามพัฒนาตนเองอยู่เสมอ ปัญหาที่ลูกค้าปรึกษาคือช่วงนี้มีความห่วงใยในชาติบ้านเมืองเป็นอย่างยิ่ง มีการสนทนาวิสาสะเรื่องการเมืองกับคนรอบข้าง ทำให้มีโทสะเพราะไม่ชอบนักการเมืองบางคน

อ่านเพิ่มเติม

ว. วชิรเมธี…สุดมือสอยก็ปล่อยมันไป

ธรรมะ ข้อนี้ดีมาก ทำให้เราไม่ทุกข์ร้อนมากเกินไปในสิ่งที่เราไปไม่ถึง
พอใจในสิ่งที่เราพอจะทำได้ มีได้

………………ไม่มีใครทำให้คนทุกคนรักเราได้…………………
…….อาจจะมีคนชอบในตัวเรา10คน แต่ก็มีคนเกลียดเรา100คน……..
……………แคร์คนที่แคร์เรา ไม่แคร์คนที่ไม่แคร์เรา…………..
…………..มีมิตรแท้เพียงหนึ่ง ดีกว่ามีเพื่อนกินเป็น100………….
สุดมือสอยก็ปล่อยมันไป

เมื่อคุณชี้แจงไปแล้ว เขาก็ควรจะยอมรับฟัง แต่เมื่อเขาไม่ฟัง และคุณก็ได้ทำหน้าที่ของตนเองอย่างดีที่สุดไปแล้ว ก็คงต้อง “ปล่อยมันไป”

ในโลกนี้ มีเรื่องอะไรต่อมิอะไรหลายอย่างที่เราไม่สามารถให้เวลากับมัน หรือไม่สามารถทำในสิ่งนั้นให้ดีที่สุด  แต่แล้วเราก็ต้องปล่อยให้สิ่งเหล่านั้นผ่านไป เพราะหากเรามัว แต่จะ“นับเม็ดทรายในแม่น้ำคงคา” เวลาของคุณคงไม่พอเป็นแน่
(มีความหมายว่า จะพยายามทำให้คนทั้งโลกรู้สึกพอใจตัวเองในทุกเรื่อง)

ดังนั้น ทำอะไรก็ตาม ควรทำเท่าที่เราทำได้ เมื่อทำอย่างดีที่สุดแล้ว คนเขาไม่เห็นว่าดีก็ต้อง “ปล่อยมันไป”

เลือกทำในสิ่งที่เห็นว่า เราถนัดที่สุด และมีความสุขที่จะทำก็พอแล้ว
อะไรก็ตาม ที่เราไม่ถนัด หรือถึงถนัด…แต่ไม่มีความสุขที่จะทำ ก็อย่าทำ

เรามีเวลาไม่มากนักหรอกที่จะแบกสารพัดภาระในโลกนี้ ควรมองไหล่ของตัวเองดูสักหน่อยว่า พร้อมจะแบกเป้หลังที่มีน้ำหนักมากน้อยเพียงใด อย่าแบกอะไรที่เกินกำลังของตัวเองเพราะไม่เพียงแต่มันจะทำให้คุณเป็นทุกข์ แต่บางทีอาจมีผลต่อการยืนตรงๆ อย่างยาวนานของคุณด้วย
ขออนุโมทนาขอบคุณชาวพุทธทุกท่านที่กรุณา forward mail แนะนำธรรมทานนี้ต่อ ๆ กัน ไป

ท่านพุทธทาสภิกขุ

8 กรกฎาคม พ.ศ. 2536 ท่านพุทธทาสภิกขุ (2449-2536) มรณภาพอย่างสงบที่สวนโมกขพลาราม วัดธารน้ำไหล อ. ไชยา จ. สุราษฎร์ธานี
พระธรรมโกษาจารย์ (พุทธทาส ภิกขุ) เดิมชื่อเงื่อม เกิดเมื่อวันอาทิตย์ที่ 27 พฤษภาคม พ.ศ. 2449 ที่ตำบลพุมเรียง อำเภอไชยา จังหวัดสุราษฎร์ธานี เป็นบุตรคนแรกของนายเซี้ยงและนางเคลื่อน พานิช มีน้องชายชื่อนายยี่เกย (นายธรรมทาส พานิช) และน้องสาวชื่อนางกิมช้อย เหมะกุล ครอบครัวมีอาชีพค้าขาย บิดาเป็นคนจีน ส่วนนามสกุล “พานิช” นั้นเป็นนามสกุลที่ นายอำเภอตั้งให้ มรณะภาพเมื่อวันที่ 8 กรกฎาคม พ.ศ. 2536

 

เมื่ออายุได้ 8 ปี ท่านได้เรียนหนังสือโดยหัดอ่านจากทางบ้าน ครั้นอายุได้ 9 ปี จึงเข้าเรียนในชั้นประถมศึกษาที่โรงเรียน โพธิพิทยากร วัดโพธาราม จนจบชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 ที่โรงเรียนแห่งนี้ แล้วไปเรียนต่อชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 ที่โรงเรียนมัธยม ประจำอำเภอไชยา จนจบการศึกษาชั้นต้นในปี พ.ศ.2463 แล้วลาออกมาช่วยบิดาค้าขายและศึกษาด้วยตนเองอยู่ตลอดเวลาเมื่อบิดา ถึงแก่กรรมในปี พ.ศ. 2465 ได้เลิกค้าขายที่ไชยาแล้วกลับมาค้าขายที่พุมเรียงตามเดิมโดยทำหน้าที่เป็นผู้จัดการร้านจนกระทั่งอายุได้ 20 ปี บริบูรณ์จึงได้อุปสมบทเมื่อวันที่ 29 กรกฎาคม พ.ศ.2463 โดยมีพระครูโสภณเจตสิดาราม (คง วิมาโล) เจ้าอาวาสวัดโพธาราม และรองเจ้าคณะจังหวัดสุราษฎร์ธานี เป็นพระอุปัชฌาย์ และได้รับฉายาว่า “อินทปัญโญ” จำพรรษาอยู่ที่วัดใหม่
ท่านสอบนักธรรมโท ได้หลังจากบวชได้ 2 พรรษา จากนั้นได้ไปศึกษาธรรมที่วัดปทุมคงคา กรุงเทพฯ จนกระทั่งสอบได้นักธรรมเอกและภาษาบาลี ได้เปรียญธรรมสามประโยค แล้วจึงเดินทางกลับพุมเรียงเมื่อวันที่ 6 เมษายน พ.ศ. 2475

 

งานศึกษาค้นคว้าเริ่มแรกเมื่อปี 2473 ท่านเขียนบทความชิ้นแรกชื่อ “ประโยชน์แห่งทาน” ปลายปีเขียนบทความขนาดยาวชื่อ “พระพุทธศาสนาชั้นปุถุชน”
ปี 2475 เริ่มเขียน “ตามรอยพระอรหันต์”
ในปี 2476 เริ่มเขียนวิจารณ์สภาพพระพุทธศาสนา และพระสงฆ์
ในปี 2477 เขียนเรื่องการปฏิบัติธรรม และเริ่มพูดให้ผู้สนใจธรรมะฟัง เช่น พูดเรื่อง “การส่งเสริมการปฏิบัติธรรม” และ “หลักพุทธศาสนา” เป็นต้น
ตั้งแต่ปี 2478 เป็นต้นมา ท่านเริ่มทำงานหนักยิ่งขึ้น ทั้งงานเขียนและงานแปล ในส่วนของ งานเขียน เช่น “พระพุทธศาสนาในถิ่นไทยภาค-ใต้” ส่วนงานแปล ได้แก่ “อริยสัจจากพระโอษฐ์” และอื่นๆ อีกมากมาย และท่านยังได้สร้าง สวนโมกขพลาราม อำเภอไชยา จังหวัดสุราษฎร์ธานี ให้เป็นสถานปฏิบัติธรรมและเผยแพร่พุทธธรรมจนเป็นที่ประจักษ์อย่างกว้างขวาง ทั้งในหมู่คนไทยและชาวต่างชาติ ท่านยังได้รับเกียรติคุณว่าเป็นปรัชญาเมธีตะวันออก และเป็นนักปฏิรูป สังคมและศาสนาและยุคปัจจุบัน จากผลงานที่มีคุณค่าและเป็นที่แพร่หลายทั่วไป

คำสอนอันโดดเด่นของท่านคือเรื่อง “การปล่อยวาง” ผลงานอันยิ่งใหญ่ของท่านคืองานนิพนธ์ชุด “ธรรมโฆษณ์” และงานนิพนธ์อีกไม่น้อยกว่า ๓๕๐ เล่ม ตลอดเวลาที่มีชีวิตอยู่ ท่านพุทธทาสภิกขุได้รับการสดุดีว่าเป็นมหาปราชญ์แห่งพุทธธรรมทางบูรพาทิศ ที่มีเกีตรติคุณไม่น้อยไปกว่าท่านนาคารชุน ปราชญ์ใหญ่ฝ่ายมหายานในอดีต ปัญญาชนทั้งไทยและต่างประเทศถือว่า ท่านเป็นนักปฏิรูปพระพุทธศาสนาที่สำคัญที่สุดรูปหนึ่งของเมืองไทย

ท่านพุทธทาสภิกขุได้รับพระราชทานสมณศักดิ์ เป็นพระราชชัยกวี พระเทพวิสุทธิเมธี และพระธรรมโกษาจารย์ ตามลำดับ นอกจากนี้มหาจุฬาลงกรณ์ราชวิทยาลัย มหาวิทยาลัยศิลปกร มหาวิทยาลัยรามคำแหง มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และมหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ ได้ถวายปริญญาดุษฎีบัณฑิตกิตติมศักดิ์ ในสาขาวิชาต่างๆ แด่ท่านอีกด้วย

นอกจากนี้พระพุทธทาสภิกขุ ยังได้รับการยกย่องเป็นบุคคลสำคัญของโลกในวาระชาตกาลครบ 100 ปี ขององค์การยูเนสโกด้วยฃ

.

30 มิถุนายน พ.ศ. 2457 มหาตมะ คานธี ถูกจับกุมเป็นครั้งแรก ระหว่างรณรงค์เรียกร้องสิทธิของชาวอินเดียในแอฟริกาใต้

มหาตมะ คานธี (Mahatma Gandhi

มหาตมะ คานธี (Mahatma Gandhi) มีชื่อเต็มว่า โมฮันดาส ครามจันทร์ คานธี (Mohandas Karamchand Gandhi) เป็นผู้นำและนักการเมืองที่มีชื่อเสียงชาวอินเดีย เกิดเมื่อวันที่ 2 ตุลาคม พ.ศ. 2412 และถูกลอบสังหารเสียชีวิตในวันที่ 30 มกราคม พ.ศ. 2491 รวมอายุได้ 78 ปี

30 มิถุนายน พ.ศ. 2457 มหาตมะ คานธี ถูกจับกุมเป็นครั้งแรก

มหาตมะ คานธี เกิดในครอบครัวชาวฮินดู รัฐคุชราต ประเทศอินเดีย บิดาเป็นนักการเมืองท้องถิ่น ส่วนมารดาเป็นผู้ที่เคร่งครัดศาสนามาก แต่งงานกับกัสตูร์ คานธี การศึกษาเข้าเรียนด้านกฎหมายที่นครลอนดอน ประเทศอังกฤษ มหาตมะ คานธี เป็นผู้นำคนสำคัญในการเคลื่อนไหวเรียกร้องอิสรภาพของอินเดีย จากการเป็นอาณานิคมของสหราชอาณาจักร โดยใช้วิธี อหิงสา ซึ่งภายหลังได้กลายเป็นต้นแบบของการประท้วงแบบสันติที่ได้รับการยกย่อง มหาตมะ คานธี เริ่มเข้าสู่กระบวนการเปลี่ยนผ่านทางความคิดทางการเมืองในปี พ.ศ.2449 เนื่องจากกฎหมายใหม่กำหนดให้ชาวอินเดียทุกคนจะต้องเข้ารับการจดทะเบียนและพิมพ์ลายนิ้วมือ ข้อบังคับนี้รวมถึงการให้หญิงชาวอินเดียต้องเปลื้องผ้าต่อหน้าตำรวจผิวขาว เพื่อกรอกตำหนิรูปพรรณลงในทะเบียนด้วย ด้วยความโกธรแค้น ชาวอินเดียประมาณ 3,000 คนมารวมตัวกันที่เมืองโยฮันเนสเบิรต์ เพื่อวางแผนการตอบโต้ เขาลุกขึ้นแล้วก็พูดว่า “เราจะสวดขอต่อพระเป็นเจ้าว่า เราจะเข้าคุก และเราจะอยู่ในนั้นจนกว่ากฎหมายนี้จะถูกเพิกถอน และเราจะยอม” คำพูดของเขาจุดประกายให้เกิดการต่อต้านครั้งยิ่งใหญ่เป็นประวัติการณ์ของมวลชน ผู้ประท้วงกระทำตามอย่างคานธี พวกเขาอดทนต่อการทุบตีของตำรวจ ยอมรับความเจ็บปวดอย่างกล้าหาญโดยไม่ตอบโต้

มหาตมะ คานธี เป็นผู้นำในการต่อสู้เรียกร้องเอกราชของประเทศอินเดียจากเครือสหราชอาณาจักร จนประเทศอินเดียได้รับเอกราชในปี พ.ศ.2490 โดยเขามีความเชื่อที่มั่นคงเกี่ยวกับการประท้วงโดยไม่ใช้ความรุนแรง และความอดทนตามหลักศาสนา ที่เรียกว่าวิธี “อหิงสา” โดยเขาจะอดอาหารประท้วงจนความรุนแรงยุติลง ในขณะที่มือข้างหนึ่งเปิดฉากการประท้วง แต่อีกข้างหนึ่งก็ต้องปกป้องพวกพ้องไม่ให้พ่ายต่อความต้องการก่อเหตุนองเลือด หลายครั้งที่คานธียกเลิกการชุมนุม เมื่อเหตุการณ์ทำท่าจะบานปลายเป็นความรุนแรงของประชาชนในประเทศ ในฐานะผู้นำทางการเมือง คานธีได้แสดงให้เห็นว่า “อหิงสา” สามารถใช้ให้เกิดผลทางการเมืองได้

ไอน์สไตน์ กล่าวถึงคานธีว่า “คนรุ่นอนาคตจะไม่มีทางเชื่อเลยว่า มีคนแบบนี้อยู่จริงบนโลกมนุษย์นี้” มาร์ติน ลูเธอร์คิงส์ ได้กล่าวไว้ว่า “พระเยซูเจ้ามอบคำสอนแก่ข้าพเจ้า คานธีมอบวิธีการ”

คิดจะสร้างฐานะ ก็อย่าเริ่มสร้างหนี้ (กรณีศึกษาจากบัตรเครดิต)
กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว มีเด็กสาวจบปริญญาหมาดๆคนหนึ่ง ได้เข้าทำงานในบริษัทเอกชนย่านใจกลางกรุงเทพฯ งานนี้ถือเป็นงานแรกสำหรับเธอ เธอตั้งใจไว้ว่า เงินเดือนเดือนแรกของเธอจะให้ผู้ซึ่งเป็นบุพพการีทั้งจำนวนเพื่อถือเป็นการตอบแทนที่ท่านได้เลี้ยงดูจนมาถึงทุกวันนี้ ความฝันของเด็กสาวคนนี้ก็ไม่ได้แตกต่างจากหนุ่มสาวในวัยเดียวกันมากนัก แต่ตัวเธอเองก็ยังไม่แน่ใจ ในช่วงแรกๆเธอคิดจะหาประสบการณ์จากการทำงานไปซักพัก ค่อยเริ่มคิดว่า ในอนาคตข้างหน้าอาจจะออกไปเปิดร้านกาแฟเล็กๆ เป็นนายตัวเอง ไม่ต้องทำงานให้ใคร แต่ไปๆมาๆก็ลังเลว่าพนักงานเงินเดือนก็ไม่ได้มีความเสี่ยงมากเท่ากับการประกอบกิจการของตัวเอง ถึงจะไม่รวยล้นฟ้า แต่ก็ไม่น่าจะเครียดกว่าออกไปทำธุรกิจส่วนตัวแน่ๆ คิดไปคิดมา เธอก็ดึงสติกลับมาได้ว่า มันเป็นเรื่องของอนาคต ในเมื่อตอนนี้ยังมีเวลา ก็ใช้เวลาในวันนี้ให้ดีที่สุดไปก่อน แล้วค่อยไปว่ากันทีหลังเมื่อถึงเวลา

ผ่านไป ๓ ปี จากเด็กสาวก็กลายเป็นหญิงสาว แต่สิ่งที่ไม่เปลี่ยนก็คือ เธอยังคงทำงานที่เดิม และยังตั้งใจจะใช้ชีวิตวันนี้ให้ดีที่สุดเหมือนวันนั้นที่เคยตั้งใจไว้ สิ่งที่ยังเหมือนเดิมในวันแรกที่เธอเข้าทำงานก็คือ เธอยังไม่มีเงินเก็บ แต่ตอนนี้เธอยังไม่รู้สึกว่าเดือดร้อนอะไรครับ สาเหตุที่เธอไม่ได้เดือนร้อนอะไรก็เพราะ เธอคิดว่าในช่วงแรกของการทำงาน ใครๆก็บอกว่าเงินเดือนยังน้อย ไม่จำเป็นต้องรีบเก็บ ไม่จำเป็นต้องรีบออม พอโตขึ้น ตำแหน่งหน้าที่การงานดีขึ้น เดี๋ยวเราก็เพิ่มขึ้นเอง พอรายได้เพิ่มขึ้น วันนั้นเราต้องเก็บเงินได้เพิ่มขึ้นแน่ๆ

อ่านเพิ่มเติม

%d bloggers like this: